บริษัท โซนี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด โรงงานชลบุรี คว้ารางวัลแห่งเกียรติยศของอุตสาหกรรมไทย Prime Minister’s Industry Award ประจำปี 2564

บริษัท โซนี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด โรงงานชลบุรี คว้ารางวัลแห่งเกียรติยศของอุตสาหกรรมไทย Prime Minister’s Industry Award ประจำปี 2564

ภาพ : https://www.ryt9.com/img/files/20211220/iq76ce0c2c59e427c4b958e7dd00f5e99e.jpg

บริษัท โซนี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด โรงงานชลบุรี คว้ารางวัลแห่งเกียรติยศของอุตสาหกรรมไทย Prime Minister’s Industry Award ประจำปี 2564 ประเภทรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ด้านการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

บริษัท โซนี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด โรงงานชลบุรี ผู้ผลิตสินค้ากล้องดิจิตอล เครื่องเสียงติดรถยนต์ รวมทั้งอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์อื่น ๆ ภายใต้แบรนด์โซนี่ เพื่อจัดจำหน่ายไปทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย ได้คว้ารางวัล The Prime Minister’s Industry Award ประจำปี 2564 ประเภทรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ด้านการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม จากนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในงานประกาศผลรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่นซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก

มร. เคอิจิ ฮาชิโมโตะ (Keiichi Hashimoto) กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซนี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “โซนี่ เทคโนโลยี ชลบุรี รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล The Prime Minister’s Industry Award ประเภทรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ด้านการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมในปีนี้ รางวัลนี้นับเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับผู้ประกอบการ และองค์กรอุตสาหกรรมในประเทศไทย ทั้งยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของบริษัท ฯ ที่ได้ยึดมั่นในนโยบาย และการบริหารจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยเรามุ่งเน้นการส่งมอบผลิตภัณฑ์ คุณภาพสูงสุด และ ใส่ใจสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้บริโภค โดยสอดคล้องกับเจตนารมณ์หลักของโซนี่ “Fill the world with emotion, through the power of creativity and technology” เราจะเดินหน้าส่งเสริมการรับรู้ พร้อมสร้างสรรค์สังคมไทยให้ยั่งยืนด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยีจากโซนี่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจต่อไป”

โซนี่ เทคโนโลยี ประเทศไทย ได้นำแผนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้โครงการ Road To Zero ซึ่งเป็นนโยบายการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ของกลุ่มบริษัทโซนี่ทั่วโลก รวมทั้งระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมโลก (GEMS) มาประยุต์ใช้ในการวางแผนปฏิบัติงานให้ครอบคลุมทั้งวัตถุประสงค์ และเป้าหมายในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การจัดการด้านพลังงาน ทรัพยากรน้ำ การจัดการของเสีย และอัตราส่วนของเสียฝังกลบ ระบบการจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งติดตามความคืบหน้า และประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้คณะผู้บริหารของโซนี่ เทคโนโลยี ประเทศไทย ยังได้ส่งเสริมให้พนักงานได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ และผลักดันให้พนักงาน มีความคิดริเริ่ม โดยนำหลักการ 5S (sort, simplify, shine, standardize and sustain), 3R (reduce, reuse and recycle) และ LCA (การประเมินวงจรชีวิต) มาใช้ในการปฏิบัติงาน โดยบรรลุผลเป็นผลงานต่าง ๆ ที่ได้นำมาใช้จริงภายในโรงงานมากมาย ได้แก่ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อ สร้างพลังงานหมุนเวียน การตรวจสอบพลังงานอัจฉริยะ การใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด การรีไซเคิลน้ำเสีย ตลอดจนการลดปริมาณขยะฝังกลบ เป็นต้น

นอกจากนี้ ในด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และตอบแทนชุมชนท้องถิ่น โซนี่ เทคโนโลยี ประเทศไทย ยังได้ดำเนินกิจกรรม CSR มากมาย อาทิ การส่งเสริมด้านการศึกษาของเยาวขนในชุมชน การเกษตรกรรม การปรับปรุงภูมิทัศน์สิ่งแวดล้อม และกิจกรรมอาสาสมัครทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ

งานประกาศรางวัลรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น The Prime Minister’s Industry Award ประจำปี 2564 ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น นับเป็นรางวัลเกียรติยศที่สนับสนุนให้กำลังใจ รวมถึงผลักดันผู้ประกอบการอุตสาหกรรมให้มีความคิดริเริ่ม และแน่วแน่ในการสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการอุตสาหกรรมของประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

แหล่งที่มา :https://www.ryt9.com/s/prg/3283094

ดีลอยท์เผยรายงาน “การค้าดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี” ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ภาพ : https://www.ryt9.com/img/files/20211222/iq0f2ee37f311a14342f9eb59f8225af8c.jpg

  • การค้าดิจิทัลในภูมิภาคนี้ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลมาจากกิจกรรม cross-border e-commerce ที่คึกคัก ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนสู่ความเป็นดิจิทัลไลฟ์สไตล์อย่างรวดเร็ว การพัฒนาต่อยอดด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และความร่วมมือระดับภูมิภาคที่แข็งแกร่งภายใต้ข้อตกลง RCEP
  • ประเทศไทย ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ตลาดที่กำลังพัฒนา” ในด้านของการพัฒนา Cross-border E-commerce และ Digitalization เช่นเดียวกับ มาเลเซีย อินโดนิเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์
  • การชำระเงินและการขาย เป็นสองฟังก์ชั่นทางการค้าที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสูงสุด

ดีลอยท์ (Deloitte) เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับ “การค้าดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี” (Technology-empowered Digital Trade in Asia Pacific) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับเทรนด์ล่าสุดด้านการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคที่ทุกสิ่งกำลังพัฒนาไปสู่คดิจิทัล เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และอนาคตที่ยั่งยืน โดยธุรกิจขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยมีบทบาทสำคัญอย่างมาก

รายงานดังกล่าวอ้างอิงผลการสำรวจความคิดเห็นขององค์กรธุรกิจที่มีส่วนร่วมในระบบการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้ โดยคาดการณ์ว่าการค้าดิจิทัลในภูมิภาคนี้จะเติบโตรวดเร็วขึ้น เนื่องจากกิจกรรม cross-border e-commerce ที่คึกคัก ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลไลฟ์สไตล์อย่างรวดเร็ว รวมถึงมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือระดับภูมิภาคที่แข็งแกร่งภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี RCEP ซึ่งคาดว่าภูมิภาคนี้จะเข้าสู่ยุคทองของการค้าดิจิทัลในอีกสามปีข้างหน้า

เทยเลอร์ แลม รองประธานและหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยี มีเดียและเทเลคอมมูนิเคชั่น ดีลอยท์ ประเทศจีน กล่าวว่า “ช่วงการแพร่ระบาด การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและความร่วมมือระหว่างภูมิภาคได้พัฒนาไปสู่การค้าดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งนำเสนอโอกาสการพัฒนาของแบรนด์ใหม่ ๆ และ ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี RCEP นั้นจะช่วยสนับสนุนความร่วมมือระหว่างภูมิภาค และอำนวยความสะดวกในกิจกรรมการค้าดิจิทัลต่าง ๆ”

แกรี่ วู หัวหน้าทีมฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของตลาดทั่วโลก ดีลอยท์ กล่าวว่า “เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามาช่วยผู้ค้าทั่วโลกให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการค้าระหว่างประเทศ โดยปราศจากมาตรการกีดกันทางการค้าใด ๆ การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลอย่างต่อเนื่องจะช่วยแก้ปัญหาที่เป็นข้อจำกัดทางการค้าระหว่างประเทศหลัก ๆ สองประการ ได้แก่ ลอจิสติกส์ และ การชำระเงิน ได้เป็นอย่างดี ขณะที่ เทคโนโลยีบล็อกเชนก็มีส่วนช่วยสร้างพื้นที่ใหม่ ๆ ในการค้าดิจิทัล”

ข้อมูลเชิงลึกในระดับภูมิภาค

การค้าโลกเข้าสู่ยุคของระบบอัจฉริยะ

  • ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลได้รับการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในด้านการค้าก็ขยายตัวเป็นวงกว้างและเจาะลึกมากขึ้น กล่าวได้ว่าการค้าโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคของระบบอัจฉริยะ และดาต้าจะมีบทบาทสำคัญอย่างมาก
  • โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น ระบบ 5G จะช่วยสร้างแพลตฟอร์มการกระจายข้อมูลและสถาปัตยกรรมเครือข่ายใหม่ๆ และรองรับ Internet of Everything (IoE) ขณะเดียวกัน การเก็บรวบรวมบิ๊กดาต้าจำนวนมหาศาล ประกอบกับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจที่ชาญฉลาด
  • ในภาพรวม การค้าโลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจาก “ระบบดิจิทัล”ไปสู่ “ระบบอัจฉริยะ” โดย “การค้าดิจิทัล” เป็นรูปแบบการพัฒนาล่าสุด

พัฒนาการและการเติบโตของการค้าดิจิทัลในเอเชีย-แปซิฟิก

  • เศรษฐกิจระดับภูมิภาคส่วนใหญ่ถูกประเมินเพื่อการพัฒนาการและการเติบโตของการค้าดิจิทัล โดยอ้างอิงดัชนีชี้วัดสองอย่างคือ อี-คอมเมิร์ซระหว่างประเทศ (60%) และการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล (40%) และผลลัพธ์ที่ได้มีดังนี้:
    • ตลาดที่พัฒนาแล้ว: จีน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น
    • ตลาดกำลังพัฒนา: ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์
    • ตลาดที่อยู่ในขั้นเริ่มต้น: เมียนมาร์ กัมพูชา ลาว และบรูไน
  • ในประเทศไทย อัตราการขยายตัวของตลาด cross-border e-commerce ถือว่าค่อนข้างสูง และมีโครงสร้างทางด้านดิจิทัลที่แข็งแรง แต่การพัฒนายังอยู่ในระดับที่จำกัด

การเติบโตขององค์กรธุรกิจข้ามชาติขนาดเล็ก (Micro-Multinational Enterprise – mMNE) เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการค้าดิจิทัลในเอเชีย-แปซิฟิก

  • ธุรกิจขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเป็นองค์กรธุรกิจข้ามชาติขนาดเล็ก หรือ mMNE เพราะเข้าร่วมใน cross-border e-commerce ในตลาดต่างๆ ทั่วโลก
  • ธุรกิจรายย่อยเหล่านี้นำเสนอ “ผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น” หลากหลายประเภท ควบคู่กับการปรับรูปแบบบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั่วโลก โดยธุรกิจในกลุ่มนี้ครองสัดส่วนกว่า 85% ของกิจกรรม cross-border e-commerce ในเอเชีย-แปซิฟิก
  • คุณลักษณะที่สำคัญของ mMNE:
    • ใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างคล่องแคล่ว
    • มีขนาดเล็ก โดยทั่วไปแล้วมีพนักงานไม่ถึง 100 คน
    • มีการดำเนินงานครอบคลุมทั่วโลก โดยเฉลี่ยแล้วมีร้านสาขาในต่างประเทศ 3.56 แห่ง

“การชำระเงิน และการขาย” เป็นสองฟังก์ชั่นทางการค้าที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสูงสุด

  • ระบบชำระเงินดิจิทัลมีอัตราการใช้งานอยู่ที่ 55% ส่วนระบบการขายแบบดิจิทัลมีอัตราการใช้งาน 53%
  • ตลาดที่พัฒนาแล้วมีการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากกว่า ทั้งในส่วนของการชำระเงิน การขาย และลอจิสติกส์
  • ในตลาดกำลังพัฒนา การปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลในด้านการผลิตและการค้าอยู่ในระดับที่สูง

แฟรงกี้ ฟาน ผู้บริหาร WorldFirst ประจำประเทศจีน ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านการชำระเงินระหว่างประเทศ กล่าวว่า “ธุรกิจเอสเอ็มอีจะมีบทบาทอย่างมากต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภูมิภาค”

“การมีการซื้อขายออนไลน์ระหว่างประเทศและการชำระเงิน รวมถึงข้อตกลงการค้าเสรี RCEP ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปีหน้า เอสเอ็มอีในภูมิภาคจะได้รับความมั่นคงในการค้าระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น ที่ WorldFirst เรามุ่งมั่นในการนำเสนอบริการด้านการเงินแบบครบวงจรแบบ one-stop ครอบคลุมทั้งการชำระเงิน การเก็บเงิน และการแลกเปลี่ยนเงินให้แก่บริษัทต่าง ๆ ไม่ว่าจะขนาดใหญ่หรือเล็กก็ตาม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างเต็มที่” แฟรงกี้ กล่าว

เกี่ยวกับดีลอยท์ (Deloitte)

ดีลอยท์ (Deloitte) คือ บริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ จำกัด (Deloitte Touche Tohmatsu Limited – “DTTL”) รวมถึงเครือข่ายบริษัทในเครือทั่วโลก และนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง (รวมเรียกว่า “องค์กรดีลอยท์”) DTTL (หรือ “Deloitte Global”) และบริษัทในเครือและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดถือเป็นนิติบุคคลอิสระที่แยกออกจากกันในทางกฎหมาย ซึ่งไม่สามารถผูกพันหรือสร้างพันธะกรณีต่อกันในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลที่สาม  DTTL และบริษัทในเครือและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องแต่ละแห่งของ DTTL รับผิดชอบต่อกิจกรรมของตนเอง และไม่ได้ให้บริการแก่ลูกค้า  กรุณาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.deloitte.com/about

ดีลอยท์เป็นผู้นำระดับโลกด้านบริการสอบบัญชีและการรับรอง บริการที่ปรึกษา การให้คำแนะนำทางการเงิน การให้คำแนะนำเรื่องความเสี่ยง ภาษี และบริการที่เกี่ยวข้อง  เครือข่ายระดับโลกของเราประกอบด้วยบริษัทในเครือและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องในกว่า 150 ประเทศ (รวมเรียกว่า “องค์กรดีลอยท์”) ให้บริการแก่บริษัทชั้นนำโดยสี่ในห้าแห่งที่ติดอันดับ Fortune Global 500(R)  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานของบุคลากรราว 330,000 คนของดีลอยท์ ได้ที่เว็บไซต์ www.deloitte.com

บริษัท ดีลอยท์ เอเชีย แปซิฟิก จำกัด (Deloitte Asia Pacific Limited) เป็นบริษัทจำกัดภายใต้การค้ำประกันและเป็นบริษัทในเครือของ DTTL  ทั้งนี้ สมาชิกของดีลอยท์ เอเชีย แปซิฟิก และนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องแต่ละแห่งถือเป็นนิติบุคคลอิสระที่แยกออกจากกัน ให้บริการจากกว่า 100 เมืองใหญ่ทั่วภูมิภาค รวมถึงโอ๊คแลนด์ กรุงเทพฯ ปักกิ่ง ฮานอย ฮ่องกง จาการ์ตา กัวลาลัมเปอร์ มะนิลา เมลเบิร์น โอซากา โซล เซี่ยงไฮ้ สิงคโปร์ ซิดนีย์ ไทเป และโตเกียว

แบรนด์ดีลอยท์เข้าสู่ตลาดของจีนเมื่อปี พ.ศ. 2460 โดยเปิดสำนักงานในเซี่ยงไฮ้  ปัจจุบัน ดีลอยท์ ไชน่า (Deloitte China) ให้บริการสอบบัญชีและการรับรองอย่างครบวงจร รวมถึงบริการที่ปรึกษา การให้คำแนะนำทางการเงิน การให้คำแนะนำเรื่องความเสี่ยง และบริการภาษีแก่ลูกค้าที่เป็นบริษัทข้ามชาติและองค์กรที่กำลังเติบโตในจีน  นอกจากนี้ ดีลอยท์ ไชน่า ยังสนับสนุนการพัฒนามาตรฐานทางบัญชีของจีน รวมไปถึงระบบภาษี และความเชี่ยวชาญด้านวิชาชีพ  ดีลอยท์ ไชน่า เป็นองค์กรบริการด้านวิชาชีพที่ถือครองโดยหุ้นส่วนในจีน  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินการของดีลอยท์ซึ่งส่งผลกระทบที่สำคัญในจีนและติดต่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของบริษัทได้ที่ www2.deloitte.com/cn/en/social-media

เอกสารนี้ประกอบด้วยข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และด้วยการเผยแพร่เอกสารนี้ บริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ จำกัด (“DTTL”) รวมถึงเครือข่ายบริษัทในเครือทั่วโลก และนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง (รวมเรียกว่า “องค์กรดีลอยท์”) ไม่ได้ให้คำแนะนำหรือบริการด้านวิชาชีพแต่อย่างใด ก่อนที่จะตัดสินใจหรือดำเนินการใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเงินหรือธุรกิจของคุณ คุณควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษามืออาชีพที่มีคุณสมบัติเหมาะสม

ไม่มีการรับรอง การรับประกัน หรือการดำเนินการใดๆ (โดยชัดแจ้งหรือโดยนัย) เกี่ยวกับความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลในเอกสารนี้ และ DTTL บริษัทในเครือ นิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง พนักงาน หรือตัวแทน จะไม่รับผิดหรือรับผิดชอบต่อความสูญเสียหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือโดยอ้อม ซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคลใดๆ ที่พึ่งพาเอกสารนี้  DTTL และบริษัทในเครือแต่ละแห่ง รวมถึงนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นนิติบุคคลอิสระที่แยกออกจากกันตามกฎหมาย

แหล่งที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/3283705

เปลี่ยนประสบการณ์ Hybrid Workplace สำหรับธุรกิจขนาดเล็กให้ทันสมัย ด้วยโซลูชันใหม่ Aruba Edge Connect Microbranch

เปลี่ยนประสบการณ์ Hybrid Workplace สำหรับธุรกิจขนาดเล็กให้ทันสมัย ด้วยโซลูชันใหม่ Aruba Edge Connect Microbranch

ภาพ : https://www.ryt9.com/img/files/20211222/iq8ec30a9efd0094493ff27115ce02d895.jpg

โซลูชันนี้จะช่วยให้ผู้ที่ทำงานจากที่บ้านสามารถใช้งานได้ด้วยประสบการณ์ที่เหมือนการทำงานในออฟฟิศ ด้วยการเชื่อมระบบ SD-WAN และ SASE Security Services ผ่าน Access Point เพียงชุดเดียว ไม่ต้องติดตั้ง Gateway หรือ Agent อีกต่อไป

อรูบ้า (Aruba) บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise (NYSE: HPE) ได้ประกาศเปิดตัว EdgeConnect Microbranch โซลูชันใหม่ล่าสุดสำหรับระบบเครือข่ายที่ใช้บ้านเป็นออฟฟิศและออฟฟิศขนาดเล็กเพื่อรองรับการทำงานแบบ Hybrid Work ซึ่งจะช่วยให้พนักงานที่ทำงานจากที่บ้านนั้นได้รับประสบการณ์แบบเดียวกับการทำงานที่ออฟฟิศ ด้วยการใช้ Wi-Fi Access Point (AP) เพียงชุดเดียว ไม่ต้องมีการติดตั้ง Gateway, Agent หรืออุปกรณ์ใดๆ ที่ปลายทางอีกต่อไป

ด้วยการใช้ Edge Connect Microbranch ฝ่ายไอทีขององค์กรจะสามารถมั่นใจได้ในการส่งมอบประสบการณ์การทำงานที่ดีแก่พนักงาน ไม่ว่าพนักงานคนนั้นจะทำงานจากที่ใดก็ตาม ซึ่ง EdgeConnect Microbranch นี้จะมีความสามารถในการเชื่อมต่อเครือข่ายจากภายนอกไปยังสาขาหลักของธุรกิจได้อย่างครบถ้วน ช่วยให้แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และยังคงปกป้ององค์กรได้ด้วยการใช้เฟรมเวิร์คด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่าง Zero Trust และ Secure Access Services Edge (SASE) ที่จะช่วยปกป้องออฟฟิศของธุรกิจขนาดเล็กและการทำงานจากที่บ้านได้อย่างครอบคลุม

โซลูชัน EdgeConnect Microbranch ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Aruba ESP (Edge Services Platform) ประกอบไปด้วย AP และบริการ SD-WAN ใหม่ ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากประสบการณ์ในการให้บริการด้านการเชื่อมต่อ, การรักษาความมั่นคงปลอดภัย และการติดตั้งใช้งานแบบ Zero Touch ของ Aruba ที่มีอยู่ไปสู่ธุรกิจขนาดเล็กผ่านอุปกรณ์ Remote Access Point (RAP) ยอดนิยม

เดิมที SD-WAN นั้นถูกติดตั้งใช้งานภายในสาขาขนาดใหญ่และออฟฟิศหลักเพื่อจัดการกับความต้องการในการใช้งานแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพ, ความมั่นคงทนทาน และความปลอดภัยที่สูงยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดีในปัจจุบัน Hybrid Work ได้กลายเป็นรูปแบบการทำงานหลัก ที่บ้านของพนักงานและสาขาขนาดเล็ก จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการการส่งข้อมูลให้เป็นตามนโยบายที่กำหนดได้อย่างอัตโนมัติ และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้วยบริการ SASE ในรูปแบบ Cloud จาก Aruba SD-WAN ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการในการทำงานจากที่บ้านและภายนอกองค์กรที่กำลังเติบโตนี้ให้เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ, มั่นคงทนทาน และปลอดภัย โดย IDC ได้ประเมินว่าองค์กรในกลุ่ม G2000 กว่า 70% จะต้องมีการทำงานจากระยะไกลหรือทำงานในแบบ Hybrid-First และเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานไปโดยสิ้นเชิง (IDC, IDC FutureScape : Worldwide Future of Work Predictions, November 2021)

สำหรับองค์กรธุรกิจ กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการทำงานจากระยะไกลได้อย่างยืดหยุ่นนี้ก็คือการที่พนักงานที่ทำงานแบบ Hybrid สามารถเข้าถึงเครื่องมือ, แอปพลิเคชัน และความสามารถที่จำเป็นต่อการทำงานจากที่บ้านได้เสมือนกับทำงานในออฟฟิศ ซึ่งโซลูชัน EdgeConnect Microbranch สามารถตอบโจทย์นี้ได้ด้วยการเพิ่มบริการ SD-WAN และ SASE เข้าไปในการเชื่อมต่อ, การควบคุมการใช้งานตามสิทธิ, การบริหารจัดการ และการวิเคราะห์ข้อมูล ตามที่เคยได้รับบน Aruba RAP โดยไม่ต้องมีการเพิ่มอุปกรณ์ หรือ ติดตั้งซอฟต์แวร์ Agent ในอุปกรณ์ใดๆ ซี่งการที่ไม่ต้องเพิ่มอุปกรณ์ใดๆ ที่บ้านของพนักงาน, ออฟฟิศขนาดเล็ก หรือพื้นที่ชั่วคราวที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่และไม่มีบุคลากร IT ประจำอยู่นี้ก็ถือเป็นประเด็นที่สำคัญ อย่างเช่น การใช้งานในหน้าร้านชั่วคราว, จุดติดตั้ง Kiosk หรือ ศูนย์บริการสุขภาพเคลื่อนที่ เป็นต้น

บริการ EdgeConnect Microbranch ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยมุ่งเน้นการเอาชนะความท้าทายในการทำงานจากระยะไกลเป็นหลัก อย่างเช่น การรับประกันประสิทธิภาพในแง่การตอบสนองของแอปพลิเคชันในกลุ่ม Unified Communication and Collaboration (UCC) ในขณะที่ยังคงต้องมั่นใจได้ในความมั่นคงปลอดภัย และรองรับอุปกรณ์เครือข่ายที่ต้องการแบนด์วิดธ์สูงในจำนวนที่มากขึ้น

บริการของ EdgeConnect Microbranch ที่เปิดตัวมาใหม่นี้มีความสามารถที่หลากหลาย เช่น การทำ Policy-based Routing ที่ช่วยให้ฝ่ายไอทีสามารถทำการปรับปรุงเส้นทางการรับส่งข้อมูลของแอปพลิเคชันได้ และการทำ Air Slice ที่สามารถแบ่งส่วนสัญญาณของ AP ไปรองรับแอปพลิเคชันเฉพาะ เพื่อเพิ่มคุณภาพการเชื่อมต่อเครือข่ายด้วยการปรับให้ระบบ Video Conference ได้รับความสำคัญที่สูงกว่าระบบ Video เพื่อความบันเทิง และทำการส่งทราฟฟิกของระบบ Video Conferencing ตรงไปยังผู้ให้บริการ SaaS ที่ได้รับความเชื่อถือโดยไม่ต้องส่งกลับ Data Center เพื่อทำการตรวจสอบที่ไม่จำเป็น เป็นต้น

“EdgeConnect Microbranch ช่วยให้องค์กรมีแนวทางใหม่ที่ทันสมัยและรองรับผู้ใช้งานจำนวนมากในการทำงานจากระยะไกล และสร้างประสบการณ์การทำงานจากที่บ้านให้ทัดเทียมกับการทำงานในออฟฟิศได้” Larry Lunetta ผู้ดำรงตำแหน่ง VP of Solutions Portfolio Marketing แห่ง Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise กล่าว “ในขณะที่บางคนยังคงเชื่อว่า ความปลอดภัยเป็นความสามารถเดียวที่จะขยายไปถึง AP/Router ได้ ซึ่งโดยมากจะต้องมีการเพื่อเติมอุปกรณ์เพื่อการนี้ แต่ EdgeConnect Microbranch สามารถตอบโจทย์ทั้งหมดได้อย่างครอบคลุมด้วยการใช้แนวทางแบบ Cloud ทำให้บริการด้านระบบเครือข่ายทั้งหมดขององค์กรสามารถเพิ่มขยายไปสู่ระบบเครือข่ายที่บ้านได้อย่างครบถ้วนผ่าน Access Point เพียงชุดเดียวเท่านั้น”

ด้วยการเสริมประสบการณ์การทำงานจากที่บ้านผ่าน RAP ด้วยความสามารถ SD-WAN นี้ ทำให้ EdgeConnect Microbranch กลายเป็นโซลูชันในอุดมคติสำหรับการทำงานแบบ Hybrid เช่น การทำงานในระบบ Contact Center, การให้บริการ Telehealth และการบริหารจัดการระบบไอที ซึ่งความต่อเนื่องในการเชื่อมต่อและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยล้วนเป็นสิ่งสำคัญ

EdgeConnect Microbranch คือโซลูชันชั้นนำของวงการที่เหนือกว่าแนวทางแบบดั้งเดิมซึ่งเคยต้องติดตั้งอุปกรณ์จำนวนมากภายในออฟฟิศขนาดเล็กหรือที่บ้าน เพื่อนำเสนอบริการ SD-WAN และ SASE หรือเมื่อเทียบกับระบบทั่วไปที่มักใช้อุปกรณ์ในระดับผู้บริโภคสำหรับรองรับการทำงานเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งขาดทั้งความสามารถในการบริหารจัดการและการทำงานที่ครอบคลุม

รวมความสามารถใหม่และคุณประโยชน์จาก SD-WAN ได้ โดยไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์ Gateway เพิ่มเติม

  1. Policy-based Routing: ช่วยให้ฝ่ายไอทีให้บริการแอปพลิเคชันได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงปลอดภัยบนนโยบายที่กำหนดเอาไว้และบังคับใช้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้สอดรับต่อ Service-Level Agreement (SLA) สำหรับแอปพลิเคชัน, เว็บไซต์ และกลุ่มของผู้ใช้งานที่ต้องการ
  2. Tunnel and Route Orchestration: ปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบเครือข่ายด้วยการจัดการ VPN Tunnel ได้ตามต้องการ และปรับเปลี่ยนเส้นทางการรับส่งข้อมูลไปใช้งานเส้นทางที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดโดยอัตโนมัติ
  3. SASE Integration: ให้บริการการเชื่อมต่อที่มั่นคงปลอดภัยไปยังบริการ Cloud Security อย่างเช่น Zscaler โดยตรงผ่าน AP โดยมี Aruba Central คอยบริหารจัดการการเชื่อมต่อและการตั้งค่าจากศูนย์กลาง
  4. Enhanced WAN Visibility: แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานด้วยการอัปเดตข้อมูลด้านความพร้อมในการให้บริการ, สัดส่วนการใช้งาน, และปริมาณการใช้งานของ WAN ด้วยการตรวจสอบ Latency, Jitter และประเด็นปัญหาในการเชื่อมต่ออื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อ ISP ที่เดิมทีฝ่ายไอทีไม่สามารถตรวจสอบได้มาก่อน
  5. ความสามารถเหล่านี้ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากความสามารถเดิมของโซลูชัน Aruba Remote Access ได้แก่:
    1. Traffic Prioritisation: แบ่งคลื่นสัญญาณให้กับแอปพลิเคชันหนึ่งๆ และปรับเปลี่ยนการจัดสรรนี้เมื่อเซสชันของแอปพลิเคชันนั้นเริ่มต้นหรือจบลง
    2. Massive Scalability: สนับสนุนการติดตั้งใช้งานแบบ Zero Touch และบริหารจัดการผู้ใช้งานได้หลายหมื่นรายผ่านบริการ Cloud ของ Aruba Central และ AOS 10
    3. Improved Uptime and Reliability: ใช้เครื่อข่ายโทรศัพท์เคลื่อที่เป็นเส้นทางสำรองได้ผ่าน USB ในกรณีที่การเชื่อมต่อไปยังที่บ้านหรือออฟฟิศขนาดเล็กผ่าน ISP ขาดหายไป

    “เมื่อแนวโน้มการทำงานจากระยะไกลกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายไอทีจะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบการเชื่อมต่อให้ได้อย่างมั่นใจ, การบริหารจัดการให้ได้อย่างง่ายดาย และการปกป้องทุกการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันหรือข้อมูลสำคัญให้มั่นคงปลอดภัยสำหรับพนักงานทุกคนจากทุกสถานที่” Chris DePuy นักวิเคราะห์เทคโนโลยีแห่ง 650 Group กล่าว “การเพิ่มขยายเฟรมเวิร์ค Zero Trust และ SASE ไปยังที่บ้านหรือออฟฟิศขนาดเล็กได้นี้จะมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากต่อองค์กรที่ต้องการมุ่งไปสู่การทำงานแบบ Hybrid Workplace”

    ราคาและการวางจำหน่ายโซลูชัน Aruba EdgeConnect Microbranch นี้เปิดให้ใช้งานได้แล้วในแบบ Early Access และเปิดให้ใช้งานได้ทั่วไปในเดือนมีนาคมปีหน้าสำหรับทุกอุปกรณ์ AP ที่ใช้งาน ArubaOS 10 ซึ่งติดตั้ง Foundation AP License (รวมถึง AP ที่รองรับซึ่งถูกใช้งานและบริหารจัดการด้วย Central) Aruba Central Foundation License จะวางจำหน่ายที่ราคา $145 ต่อ AP ในส่วนราคาของอุปกรณ์ AP จะแตกต่างกันออกไปในแต่ละรุ่น โดยจะมีราคาเริ่มต้นที่ $575.00 สำหรับ รุ่น Aruba 303H Series

    เกี่ยวกับ Aruba บริษัทในเครือฮิวเล็ตแพ็กการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์

    Aruba บริษัทในเครือฮิวเล็ตแพ็กการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์เป็นผู้นำระดับโลกทางด้านโซลูชันระบบเครือข่ายแบบ Edge-to-Cloud ที่มีความมั่นคงปลอดภัยและความชาญฉลาดซึ่งใช้ AI เพื่อบริหารจัดการระบบเครือข่ายแบบอัตโนมัติและใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ทรงพลัง ด้วย Aruba ESP (Edge Services Platform) และทางเลือกในแบบ as-a-service ทำให้ Aruba สามารถใช้แนวทางแบบ Cloud-Native เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถตอบโจทย์ความต้องการในการเชื่อมต่อเครือข่าย, การรักษาความมั่นคงปลอดภัย และประเด็นทางการเงินสำหรับระบบเครือข่ายภายในพื้นที่ทำงาน, สาขา, ศูนย์ข้อมูล และการทำงานจากระยะไกลได้อย่างครบถ้วน ครอบคลุมทั้งระบบเครือข่ายแบบมีสาย, ไร้สาย และ Wide Area Network (WAN)

    แหล่งที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/3283807

ค้าปลีกไอทีเร่งแก้เกมโควิด อัพสาขานอกห้างลุยไอโอที

ค้าปลีกไอทีเร่งแก้เกมโควิด อัพสาขานอกห้างลุยไอโอที

ภาพจาก
https://www.prachachat.net/wp-content/uploads/2021/11/%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B5.jpg
ค้าปลีกไอที เเก้เกมโควิดลากยาว ไอทีซิตี้ เร่งเปิดสาขานอกห้างเพิ่ม 10-15 สาขา เติมสินค้าไลฟ์สไตล์ ฟากคอม 7 ลุยขยายสแตนด์อะโลนโฉมใหม่ พื้นที่ใหญ่ พร้อมเข้าบริหารพื้นที่ขาย “เพาเวอร์วัน” ในอินเด็กซ์ลิฟวิ่งมอลล์ ปูทางสร้างการเติบโตปีหน้า

นายโสภณ อิงค์ธเนศ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไอทีซิตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ทำให้บริษัทต้องปรับตัวต่อเนื่อง ทั้งการเปิดสาขาชั่วคราวนอกห้าง (pop up store) การเปิดร้านหน้าบนอีมาร์เก็ตเพลซเพิ่มขึ้น

และแม้สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 จะคลี่คลายขึ้น แต่แผนการขยายธุรกิจปี 2565 ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน เพื่อเตรียมพร้อมรองรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น

เร่งผุดสาขานอกห้าง

สำหรับการขยายสาขานั้น บริษัทยังคงเดินหน้าเปิดสาขาใหม่ต่อเนื่อง โดยปี 2565 จะเปิดเพิ่มอีก 43 สาขา แต่มีการปรับกลยุทธ์ใหม่ เน้นการเปิดสาขารูปแบบสแตนด์อะโลนมากขึ้น โดยปีหน้าเตรียมขยายเพิ่ม 10-15 สาขา

ส่วนงบประมาณนั้นยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ เพราะขึ้นอยู่กับขนาดที่จะเปิด ซึ่งสาขาสแตนด์อะโลนก็จะมีทั้งขนาดใหญ่และเล็กแล้วแต่โลเกชั่น

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผลจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้บริษัทต้องปิดให้บริการสาขาในห้างลงชั่วคราวหลายระลอก ดังนั้นจำเป็นต้องปรับแผนการขยายสาขาใหม่ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ เตรียมจะเพิ่มสินค้ากลุ่มไอโอที สินค้าไลฟ์สไตล์มากขึ้น รวมถึงการเพิ่มน้ำหนักในการทำการตลาดผ่านออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ย้ายขึ้นมาบนช่องทางออนไลน์เกือบหมดแล้ว
คอม7 ผุดสแตนด์อะโลน
นายถกล นิยมไทย Head of IT Business บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การแพร่ระบาดระลอก 3 ที่เกิดขึ้นปีนี้ ทำให้ต้องปิดสาขาในห้างลงชั่วคราวถึง 530 สาขาใน 29 จังหวัด หรือรายได้ของบริษัทหายไปถึง 70% ทำให้ต้องเร่งเปิดสาขา pop up store เพิ่ม 54 สาขา เพื่อรักษายอดขายใน 29 จังหวัด

แต่ก็ไม่สามารถทดแทนยอดขายที่หายไปได้ทั้งหมด ดังนั้นแนวโน้มการขยายสาขาปี 2565 จะเปิดสาขาใหม่ไม่ต่ำกว่า 100 สาขา ซึ่งจะเริ่มปรับรูปแบบการขยายสาขาใหม่ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ทั้งรูปแบบสแตนด์อะโลน pop up store การเพิ่มช่องทางขายใหม่ ๆ

โดยคาดว่าสิ้นปีนี้จะมีทั้งหมด 1,000 สาขา จากสิ้นไตรมาส 3 ปีนี้ที่มี 958 สาขา สำหรับรูปแบบสแตนด์อะโลนนั้น บริษัทเตรียมยกเครื่องใหม่ โดยเพิ่มพื้นที่ให้ใหญ่ขึ้น ครอบคลุมทุกหมวดสินค้า เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า สมาร์ทโฟน สมาร์ทโฮม เป็นต้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม และรองรับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

บริหารพื้นที่ศูนย์เครื่องใช้ไฟฟ้า

นอกจากนี้ยังเข้าไปบริหารพื้นที่ศูนย์เครื่องใช้ไฟฟ้า “เพาเวอร์วัน” ในทุกสาขาในเครืออินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ และเพิ่มพอร์ตสินค้าใหม่มากขึ้น ทั้งสินค้ากลุ่ม 5G, IOT กลุ่มสมาร์ทโฮม เครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งมีแผนจะขยายทั้งหมด 30 สาขา

เฟสแรกจะเริ่มขยายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้รวม 15 สาขา และเดือนมกราคมปี 2565 จะเปิดอีก 15 สาขา แบ่งเป็นแฟลกชิปสโตร์ 2 สาขา ได้แก่ เกษตร-นวมินทร์ และบางนา อีก 28 สาขาจะกระจายทั่วประเทศ

อ้างอิง
https://www.prachachat.net/ict/news-803145

Via ยื่นร่างเอกสารขึ้นทะเบียนขอเปิดขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก

Via ยื่นร่างเอกสารขึ้นทะเบียนขอเปิดขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก

Via ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทได้ยื่นเอกสารขึ้นทะเบียนฉบับร่างที่ไม่ต้องเปิดเผยบน Form S-1 ต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (“SEC”) เกี่ยวกับข้อเสนอในการเปิดขายหุ้นสามัญของบริษัทให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก โดยยังไม่ได้กำหนดจำนวนหุ้นที่จะเปิดขายและช่วงราคาในการเปิดขายหุ้นครั้งนี้ และคาดว่าเอกสารขึ้นทะเบียนดังกล่าวจะมีผลหลัง SEC พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางตลาดและเงื่อนไขอื่น ๆ

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ไม่ได้เป็นข้อเสนอให้ขายหรือชักชวนให้ซื้อหลักทรัพย์ใด ๆ ข้อเสนอให้ขาย การชักชวนให้ซื้อ หรือการขายหลักทรัพย์ใด ๆ จะเป็นไปตามข้อกำหนดด้านการขึ้นทะเบียนของกฎหมายหลักทรัพย์ปี 1933 ฉบับแก้ไข (“กฎหมายหลักทรัพย์”) การประกาศครั้งนี้เป็นไปตามกฎข้อที่ 135 ของกฎหมายหลักทรัพย์

อ้างอิง
https://www.itnews24hrs.com/2021/12/via-%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80/

NIA ดึง ธกส. หนุนทุน 6 สตาร์ทอัพเกษตรไทย ตั้งเป้าปรับภาคเกษตรไทยปี 65

NIA ดึง ธกส. หนุนทุน 6 สตาร์ทอัพเกษตรไทย ตั้งเป้าปรับภาคเกษตรไทยปี 65

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า เอ็นไอเอ และ ธ.ก.ส. มีร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมภาคเกษตรมาโดยตลอด เช่น การจัดทำโครงการนวัตกรรมดี ไม่มีดอกเบี้ย เพื่อรับชำระดอกเบี้ยแทนให้แก่สตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ การร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้

การสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านการเกษตรตลอดห่วงโซ่การผลิตให้กับเกษตรกร ธุรกิจชุมชน การพัฒนาผู้ประกอบการภาคเกษตรและสตาร์ทอัพ เนื่องจาก เอ็นไอเอ เล็งเห็นว่า การเกษตรอัจฉริยะ จะเป็นหนึ่งในเทรนด์นวัตกรรมที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในอนาคต เพราะประชากรหลายล้านคนของประเทศอยู่ในห่วงโซ่การผลิต

ของอุตสาหกรรมการเกษตรทั้งเกษตรกร SME Startup และบริษัทขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันยังมีธุรกิจนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาของเกษตรกร เช่น ปัญหาราคาผลผลิต หรือความไม่แน่นอนของสภาวะทางธรรมชาติ ไม่เพียงพอกับความต้องการ ทำให้การเกษตรไทยเติบโตได้ในระดับปานกลางเท่านั้น

เอ็นไอเอ จึงมีการผลักดันให้เกิดการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเชิงลึก มาใช้เพิ่มขีดความสามารถในการผลิต การจัดการสินค้าเกษตร และการพัฒนาทรัพยากรการเกษตรร่วมกับการสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการเกษตรของแต่ละพื้นที่ และนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด โดยมีนโยบายที่ชัดเจนในการบ่มเพาะ และเร่งสร้างสตาร์ทอัพด้านเกษตร ให้เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมภาคเกษตรโดยใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่ต้องการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

ภาพ : https://www.itday.in.th/wp-content/uploads/2021/12/%E0%B8%94%E0%B8%A3.%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88-%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%8C-%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99.jpg

“การจัดตั้งกองทุนนี้ของ ธกส. นับได้ว่าเป็นการสร้างความตื่นตัวให้กับระบบนิเวศสตาร์ทอัพด้านการเกษตร และเป็นแรงผลักดันที่สำคัญในการเพิ่มจำนวนสตาร์ทอัพเกษตรมากขึ้น และหลากหลายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคลื่นต่อไปที่จะมุ่งไปในกลุ่มของเทคโนโลยีเชิงลึก ที่เป็นการส่งต่อของการทำงานร่วมกันตามกลยุทธ์การทำงานของ เอ็นไอเอ

คือ Groom จุดประกายแนวคิดนวัตกรรมเร่งส้างสตาร์ทอัพด้านการเกษตร Grant การสนับสนุนทุนต่อยอดโครงการนวัตกรรม 1.5–5 ล้านบาท และ Growth เชื่อมประสานการขยายตลาดใหม่ ๆ และการลงทุน โดย 6 สตาร์ทอัพ ที่มีศักยภาพ นำนวัตกรรมมาช่วยแก้ปัญหาให้ตรงจุด

ซึ่งผ่านการบ่มเพาะและได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก เอ็นไอเอ และล่าสุดได้ผ่านการคัดเลือกเพื่อต่อยอดการเติบโตสู่โครงการร่วมลงทุน (Venture Capital) กับกองทุนของ ธ.ก.ส. ได้แก่

ภาพ : https://www.itday.in.th/wp-content/uploads/2021/12/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A-_-NIA_%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AD-%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99-6-%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3-%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88-%E0%B8%98%E0%B8%81%E0%B8%AA.-%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C-1.png

  • Farmbook แพลตฟอร์มที่ช่วยเกษตรกรวางแผนการผลิตให้สัมพันธ์กับความต้องการของตลาด ในลักษณะซื้อขายล่วงหน้า เชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกรไปยังกลุ่มตลาดภาคธุรกิจสำคัญ เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร โรงแรม ช่วยให้เกษตรกรมีตลาดล่วงหน้าพร้อมวางแผนการผลิตให้ตรงกับความต้องการ ช่วยแก้ไขปัญหาราคาตกต่ำ และการผลิตสินค้าเกษตรล้นตลาดได้ Farmbook ได้รับรางวัลชนะเลิศสาขาธุรกิจเกษตรดิจิทัล จากโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพการเกษตร Inno4Farmers และได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการนวัตกรรมเพื่อสังคมจาก เอ็นไอเอ ล่าสุดได้รับการร่วมลงทุนจาก ธ.ก.ส. 15 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 11.10 % จากมูลค่ากิจการ 135 ล้านบาท

ภาพ : https://www.itday.in.th/wp-content/uploads/2021/12/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A-_-NIA_BIO-MATLINK-%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AD-%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99-6-%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3-%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88-%E0%B8%98%E0%B8%81%E0%B8%AA.-%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C-4.jpg

  • BioMatLink ระบบบริหารการดูแลการปลูกมันสำปะหลังครบวงจร พร้อมประกันราคาแบบครบวงจร โดยเริ่มตั้งแต่เกษตรกรสมาชิกปรับปรุงกระบวนการปลูกให้ได้มันสำปะหลังมีคุณภาพมากขึ้น และจับคู่ตลาดโรงงานแบบมีประกันราคาไม่ต่ำกว่า 2 บาทต่อกิโลกรัม โดยขึ้นตามเปอร์เซนต์แป้งที่เกษตรกรผลิตได้อย่างเป็นธรรม เชื่อมโยงจุดรับซื้อ และลานตากคัดคุณภาพ ได้เป็นสินค้ามันเส้นเกรดพรีเมี่ยมส่งตรงถึงโรงงานได้ตลอดทั้งปี BioMatLink ได้รับรางวัลรองชนะเลิศสาขาธุรกิจเกษตรดิจิทัล จากโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพการเกษตร Inno4Farmers และได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการนวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจจาก เอ็นไอเอ ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และประเมินทรัพย์สิน (Due diligence) เพื่อรับการร่วมลงทุนกับ ธ.ก.ส. ต่อไป
  • SuperCrop ระบบชุดควบคุม และเซ็นเซอร์ด้วยเทคโนโลยีไอโอทีสำหรับการบริหารจัดการเกษตรอัจฉริยะ ที่มีความแม่นยำด้วยการจัดเก็บข้อมูลต่าง มาสร้างโมเดล AI โดยใช้ Machine Learning สำหรับการควบคุมการเจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิดได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ เคยเข้าร่วมโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพการเกษตร Inno4Farmers กับ เอ็นไอเอ จึงได้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ทำให้มีผลการพัฒนาเกษตรกรอัจฉริยะได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น จนผ่านเข้ารอบการพิจารณาการร่วมลงทุนกับ ธกส. และขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และประเมินทรัพย์สิน (Due diligence)

ภาพ : https://www.itday.in.th/wp-content/uploads/2021/12/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A-_-NIA_E-CATT-%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AD-%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99-6-%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3-%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88-%E0%B8%98%E0%B8%81%E0%B8%AA.-%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C-6.jpg

  • e–Catt แพลตฟอร์มการตรวจสอบย้อนกลับ ซื้อขาย และแปลงโคเนื้อเป็นทุนแบบครบวงจร ด้วยการออกแบบระบบการเลี้ยงโคที่ตรวจสอบทุกขั้นตอน ทำให้ธนาคาร บริษัทประกันภัย ตลอดจนผู้ซื้อโคเนื้อ สามารถเข้าถึงข้อมูลการเลี้ยงโคของเกษตรกรรายย่อยได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และทั่วถึง สามารถประเมินเมินความเสี่ยงของเกษตรกรโคเนื้อแต่ละรายได้อย่างแม่นยำ ทำให้โคเนื้อกลายเป็นสินทรัพย์ที่ตรวจสอบได้ และสามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้กับธนาคารได้ e-Catt ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการนวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจ จาก เอ็นไอเอ และขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และประเมินทรัพย์สิน (Due diligence) เพื่อรับการร่วมลงทุนกับ ธ.ก.ส. ต่อไป

ภาพ : https://www.itday.in.th/wp-content/uploads/2021/12/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A-_-NIA_%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AD-%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99-6-%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3-%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88-%E0%B8%98%E0%B8%81%E0%B8%AA.-%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C-17.jpg

  • Herbs Starters แพลตฟอร์มพัฒนาธุรกิจและสร้างนวัตกรรมตลาดสินค้าเกษตรเพื่อชุมชน ผู้ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (one stop service) สำหรับเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าแปรรูปที่ต้องการพัฒนาแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของตัวเองให้ได้มาตรฐาน และสามารถส่งออกได้ เป็นการสร้างช่องทางการขายใหม่ ๆ ให้แก่เกษตรกร รวมถึงช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างมีระบบ Herbs Starters เข้าร่วมโครงการ AgTech4OTOP และAgTech Connext กับ เอ็นไอเอ และขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ประเมินทรัพย์สิน (Due diligence) เพื่อรับการร่วมลงทุนกับ ธ.ก.ส. ต่อไป
  • GaoRai แพลตฟอร์มเชื่อมต่อเกษตรกรกับนักขับโดรนเพื่อการเกษตร โดยมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่มีความแม่นยำ มีระบบจองคิวที่ใช้งานง่าย อีกทั้งยังมีประวัติเกษตรกร และนักขับโดรน ซึ่งช่วยในการติดตามความคืบหน้าและเสริมความสามารถในการผลิตและคุณภาพโดยรวมของพืชผล และดิน เก้าไร่เข้าร่วมโครงการ AgTech Connext กับ เอ็นไอเอ ที่แสดงให้เห็นการขยายผลการใช้งานกับเกษตรกรในหลายจังหวัด พร้อมขยายไปได้ทั่วประเทศและอาเซียน ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และประเมินทรัพย์สิน (Due diligence) เพื่อรับการร่วมลงทุนกับ ธ.ก.ส. ต่อไป

แหล่งที่มา : https://www.itday.in.th/nia-draws-baac-to-support-6-thai-agricultural-startups-set-targets-to-adjust-the-thai-agricultural-sector-in-65/

GIGABYTE เปิดตัว Liquid Cooled High-Density Servers

GIGABYTE เปิดตัว Liquid Cooled High-Density Servers

ภาพจาก
https://www.techtalkthai.com/wp-content/uploads/2021/12/image1-600x315.jpeg

GIGABYTE Technology (TWSE: 2376) ผู้นำในอุตสาหกรรมเซิร์ฟเวอร์และเวิร์กสเตชันประสิทธิภาพสูง ประกาศเปิดตัว High-density Servers 2 โมเดลใหม่ ได้แก่ H262-ZL0 และ H262-ZL2 พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวโดยตรงสำหรับ CPU และอื่นๆ เซิร์ฟเวอร์ระบายความร้อนด้วยของเหลวได้รับการออกแบบมาเพื่อระบายความร้อนให้กับ CPU สูงสุดถึง 8 ตัวในแชสซี 2U 4 โหนด ให้การระบายความร้อนที่จำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าโปรเซสเซอร์ AMD EPYC™ 7003 รุ่น 280W สามารถทำงานได้อย่างเสถียรและมีศักยภาพสูงสุด ด้วยเหตุนี้ เซิร์ฟเวอร์ GIGABYTE H262 จึงมาพร้อมโซลูชันระบายความร้อนที่จัดทำโดย CoolIT Systems ทำให้การพัฒนาเซิร์ฟเวอร์ซีรีส์ H ที่มีหลายโหนดในแชสซีเดียวสามารถตอบสนองความต้องการของ HPC, HCI, การคำนวณในหน่วยความจำ และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ได้

เมื่อความหนาแน่นของแร็กเพิ่มขึ้นพร้อมกับ TDP ของชิปที่สูงขึ้น การระบายความร้อนด้วยอากาศจะมีราคาแพงมากขึ้นและหลายๆ ตัวไม่ได้ให้การระบายความร้อนที่เพียงพอ Direct Liquid Cooling เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า มอบความเสถียรและประสิทธิภาพที่สูงขึ้นด้วยความสามารถของน้ำในการระบายความร้อนได้เร็วกว่าอากาศ โดยหลักแล้วตัวเลือกการระบายความร้อนด้วยของเหลวเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองปริมาณงานของ Data Center ทาง GIGABYTE ได้ออกแบบเซิร์ฟเวอร์ 2 รุ่น คือ H262-ZL0 สำหรับการระบายความร้อนเฉพาะ CPU และ H262-ZL2 สำหรับการระบายความร้อน CPU, Memory และ NVIDIA Mellanox ConnectX®-6

การปรับสมดุลการระบายความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพพร้อมไปกับความหนาแน่นและประสิทธิภาพของแร็กที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นความพยายามที่ GIGABYTE ต้องหาโซลูชันให้สำเร็จ  ด้วยเหตุนี้ GIGABYTE จึงร่วมมือกับผู้จำหน่ายหลายราย เพราะโซลูชันเดียวอาจไม่สามารถตอบสนองตอบทุกการใช้งานได้ สำหรับเซิร์ฟเวอร์ H262 ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่เหล่านี้ GIGABYTE ได้ร่วมมือกับ CoolIT Systems (สำนักงานใหญ่อยู่ที่ เมืองคัลการี ประเทศแคนาดา) เพื่อออกแบบโซลูชันระบายความร้อนด้วยของเหลวโดยตรง (Direct Liquid Cooling Solution) เพื่อระบายความร้อนออกจากเซิร์ฟเวอร์ได้ดียิ่งขึ้น ตัวของ Coolant Distributions Units (CDU) และ Rack/Chassis Manifolds ก็เป็นของ CoolIT ซึ่ง CoolIT ได้ออกแบบและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และ Cooling Solutions สำหรับอุตสาหกรรมเดสก์ท็อป และ Data Center มากว่า 20 ปี ด้วยเหตุนี้ CoolIT จึงยึดมั่นและมีการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวดและสอดคล้องกับ UL 62368-1 ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยใหม่สำหรับการรับรองอุปกรณ์ใน Data Center นอกจากการปฏิบัติตามข้อกำหนดแล้ว โซลูชันการระบายความร้อนของ CoolIT มีความเชื่อถือได้ ประสิทธิภาพสูง และแรงดันตกคร่อมต่ำ (Low Pressure Drop) ข้อต่อแบบปลดเร็วแบบแห้งที่ผลิตโดย Staubli และพันธมิตรหลักอื่นๆ มอบสิ่งที่ดีที่สุดในการผลิตที่แม่นยำและมาพร้อมกับชื่อเสียงที่เชื่อถือได้ เพื่อรองรับปริมาณงานที่มีความต้องการสูงใน Data Center

ภาพจาก 
https://www.techtalkthai.com/wp-content/uploads/2021/12/gigabyte_liquid_cooled_hd_servers_2.jpg

H262 Series

เซิร์ฟเวอร์ GIGABYTE ซีรีส์ H262 แบบ 2U 4 โหนด ที่มาพร้อมการระบายความร้อนด้วยของเหลวโดยตรง โดยทั่วไปแล้วจะรองรับโปรเซสเซอร์ AMD EPYC Gen 3 ได้สูงถึง 200 – 280W ขึ้นอยู่กับจำนวนไดรฟ์ด้านหน้า โดยปกติ หากแผงด้านหน้ามีทั้งหมด 24 ไดรฟ์จะสามารถรองรับ CPU ที่มี TDP สูงถึง 200W หากจำนวนไดร์ฟลดลงเหลือ 8 จะสามารถรองรับโปรเซสเซอร์ได้ถึง 280W เป็นผลจากช่อวว่างด้านหน้าที่ช่วยเพิ่มการระบายอากาศ แต่ H262 ใหม่สองตัวนี้ที่มาพร้อมกับระบบ Direct Liquid Cooling สามารถรองรับไดรฟ์ได้ถึง 24 x U.2 (Gen4) ที่ด้านหน้าและ CPU ถึง 8 x 280W TDP ภายในแชสซี 2U ที่หนาแน่นของ H262 โดยไม่ต้องเลือกระหว่างความหนาแน่นกับประสิทธิภาพการระบายความร้อน

ภาพจาก
https://www.techtalkthai.com/wp-content/uploads/2021/12/gigabyte_liquid_cooled_hd_servers_3-600x360.png

โดยทั่วไปสำหรับระบบทำความเย็นที่นั้นมีตัวเลือกที่หลากหลายตามความต้องการของระบบและโหลดความร้อนของแร็ก สำหรับแร็กเดี่ยวหรือเซิร์ฟเวอร์เดียว สามารถติดตั้ง CDU เดียว (Cooling Capacity 7 – 10kW) ในแร็กเดียวกันและทำให้ระบบทำงานได้ ทำให้เย็นลงโดยไม่ต้องใช้น้ำในโรงงาน หากมีหลายชั้นวาง CDU อาจเพียงพอ อย่างไรก็ตาม หากมีน้ำในอาคาร สามารถใช้ได้เพื่อช่วยขจัดความร้อนออกจาก Data Center

“ลูกค้าของเราได้รับการถามหาโซลูชันระบายความร้อนด้วยของเหลวและเรารู้สึกขอบคุณที่ได้ร่วมมือกับ CoolIT Systems เพื่อส่งมอบการระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพ เซิร์ฟเวอร์ H262 ความหนาแน่นสูงใหม่เป็นคลื่นลูกแรกของเซิร์ฟเวอร์ GIGABYTE ที่มีชุดระบายความร้อนด้วยของเหลวโดยตรงและได้แสดงประสิทธิภาพที่น่าประทับใจใน การทดสอบของเรา … การผสมผสานเทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยของเหลวของ CoolIT Systems เข้ากับเซิร์ฟเวอร์ GIGABYTE H262 จะช่วยให้มั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพและความพร้อมใช้งานสูง และการรับประกันโดย GIGABYTE และ CoolIT” — Alan Chen, AVP of Network & Communication Business Unit ของ GIGABYTE กล่าว

“การร่วมมือกับ GIGABYTE นี้ทำให้ CoolIT สามารถมอบโซลูชันล้ำสมัยที่รวมเอาโซลูชันการระบายความร้อนด้วยไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงและใช้ไฟต่ำแก่เหล่าผู้นำในการออกแบบ Data Center … การระบายความร้อนด้วยของเหลวได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับการปรับขนาดได้” — Brandon Peterson รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ CoolIT Systems กล่าว

อ้างอิง
https://www.techtalkthai.com/gigabyte-introduces-liquid-cooled-high-density-servers/

Apple เล็งขยายทีมเพิ่ม สำหรับพัฒนาชิปเซตไร้สาย ลดการพึ่งพิงบริษัทภายนอก

Apple เล็งขยายทีมเพิ่ม สำหรับพัฒนาชิปเซตไร้สาย ลดการพึ่งพิงบริษัทภายนอก

ภาพจาก 
https://image.bestreview.asia/wp-content/uploads/2020/09/apple-store-1.jpg

แอปเปิล (Apple) เตรียมเพิ่มขนาดของทีมพัฒนาชิปเซตไร้สาย โดยเล็งตั้งออฟฟิศแห่งใหม่บริเวณแคลิฟอร์เนียตอนใต้ หวังผลิตชิปเซตในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เอง ลดการพึ่งพิงพาร์ทเนอร์ภายนอกบริษัท

รายงานของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก เปิดเผยว่า แอปเปิล กำลังพิจารณาว่าจ้างวิศวกรเพิ่มเติม สำหรับสำนักงานแห่งใหม่ บริเวณแคลิฟอร์เนียตอนใต้ โดยมุ่งเน้นในด้านการผลิตชิปเซตไร้สาย ซึ่งประกอบไปด้วยวิทยุไร้สาย, วงจรความถี่วิทยุ รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์สำหรับเชื่อมต่อกับบลูทูธและไวไฟ

ปัจจุบัน แอปเปิลผลิตชิปเซตซีพียูได้ด้วยตัวเองเรียบร้อยแล้ว โดยรู้จักกันดีในชื่อ Apple M1, Apple M1 Pro และ Apple M1 Max มีให้ใช้งานบน MacBook Air และ MacBook Pro ซึ่งทำให้อินเทล (Intel) ที่รับหน้าที่ผลิตชิปเซตให้กับคอมพิวเตอร์ของแอปเปิล ได้รับผลกระทบพอสมควร

การที่แอปเปิลหันมาผลิตชิปเซตด้วยตัวเอง นั่นเป็นเพราะพวกเขาต้องการลดการพึ่งพิงบริษัทพาร์ทเนอร์ที่อยู่ภายนอกบริษัท ซึ่งชิปเซตไร้สายต่างๆ ที่ใช้ในอุปกรณ์ของแอปเปิล พวกเขาได้ว่าจ้างบริษัท Broadcom Inc. และ Skyworks Solutions Inc. ทำหน้าที่จัดหาชิปเซตไร้สาย

อย่างไรก็ดี แอปเปิล ปฏิเสธข่าวการขยายทีม สำหรับการผลิตชิปเซตไร้สาย ตามการรายงานของบลูมเบิร์ก.

อ้างอิง
https://www.thairath.co.th/news/tech/2269136
https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-12-16/apple-builds-team-in-new-office-to-bring-wireless-chips-in-house

พบกับ Samsung Business Experience Store แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เซ็นทรัลเวิลด์

พบกับ Samsung Business Experience Store แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เซ็นทรัลเวิลด์

ภาพ : https://s.isanook.com/hi/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hpLzAvdWQvMzA5LzE1NDgzMDkvc2Ftc3VuZ2J1c2luZXNzZXhwZXJpZW5jZXNfMi5qcGc=.jpg

ซัมซุง เดินหน้าเจาะตลาดกลุ่มธุรกิจองค์กร ยึดทำเลใจกลางเมือง ผุด Samsung Business Experience Store แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อเป็นศูนย์กลางจัดแสดงผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยเฉพาะ ที่มาพร้อมกับการบริการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงบริการหลังการขายอย่างครบครัน สมฐานะความเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดลูกค้าองค์กรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอย่างแท้จริง

ภาพ : https://s.isanook.com/hi/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hpLzAvdWQvMzA5LzE1NDgzMDkvNTA5Mzk3LmpwZw==.jpg

นางสาวสัณห์ฤทัย ดุษฎีวิวัฒน์ หัวหน้าฝ่ายขายกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า “วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ถือว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศไทย โดยจากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ในปี 2564 มีจำนวนผู้ประกอบการทั้งสิ้น 3,134,442 ราย หรือนับเป็นมากกว่าร้อยละ 99.54 ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมด รวมถึงมีการจ้างงานสูงถึง 12,714,916 คน หรือร้อยละ 72.94 ของอัตราการจ้างงานโดยรวม”

ซึ่งจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทำให้รูปแบบการทำงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว (Digital Disruption) ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการ SME เล็งเห็นถึงความจำเป็นและความสำคัญของการนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยในการปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคพร้อมสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทั้งในด้านสินค้าและบริการ

ภาพ : https://s.isanook.com/hi/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hpLzAvdWQvMzA5LzE1NDgzMDkvNzQ2MzMyLmpwZw==.jpg

นางสาวสัณห์ฤทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันเรากำลังเข้าสู่ยุค Next Normal อย่างเต็มตัว ผู้ประกอบการจำนวนมากได้ตัดสินใจลงทุนเพื่อเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ด้วยเหตุนี้ ซัมซุง ในฐานะแบรนด์ที่นำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กรที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งมาพร้อมกับโซลูชันด้านการจัดการและความปลอดภัยแบบครบวงจร จึงได้เตรียมความพร้อมเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ ด้วยการเปิด Samsung Business Experience Store แห่งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ รวมถึงยังเป็นแห่งที่สองของทวีปเอเชีย และแห่งที่สามของโลก นอกเหนือจากประเทศอังกฤษ และตุรกีอีกด้วย”

“Samsung  Business Experience Store จะจัดแสดงพร้อมจำหน่ายสมาร์ทดีไวซ์และโซลูชันสำหรับธุรกิจ SME โดยมุ่งเน้นที่ธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจด้านบริการ และธุรกิจที่ต้องรองรับการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Working) ซึ่งสโตร์แห่งนี้จะทำให้ผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจได้เห็นศักยภาพของการใช้งานเทคโนโลยี ที่จะมาช่วยให้การทำงานเป็นไปได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว และเป็นระบบได้อย่างชัดเจนมากขึ้นก่อนทำการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์รูปแบบธุรกิจได้อย่างดีที่สุด” นางสาวสัณห์ฤทัย กล่าวปิดท้าย

Samsung Business Experience Store ตั้งอยู่เป็นส่วนหนึ่งของ Samsung Experience Store ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยแบ่งการจัดแสดงผลิตภัณฑ์และโซลูชันเป็นทั้งหมด 3 โซน ได้แก่

ภาพ : https://s.isanook.com/hi/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hpLzAvdWQvMzA5LzE1NDgzMDkvc2Ftc3VuZ2J1c2luZXNzZXhwZXJpZW5jZXNfMS5qcGc=.jpg

โซนที่ 1: ผลิตภัณฑ์และโซลูชันสำหรับธุรกิจรูปแบบไฮบริด ภายใต้คอนเซปต์ ‘The day of Rugged Journey’ ที่จะนำหลากหลายผลิตภัณฑ์ในตระกูล Rugged Device ไม่ว่าจะเป็น XCover 5, XCover Pro, Tab Active 3, Tab Active pro ที่มีคุณสมบัติพิเศษด้านความทนทาน นวัตกรรม มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง และแพลตฟอร์มที่เปิดกว้างสามารถเชื่อมต่อกับบริการของพาร์ทเนอร์ได้มาจัดแสดงไว้ในที่เดียว

ซึ่งผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานแบบไฮบริดที่เติบโตขึ้นเป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก (Retail) ธุรกิจธนาคาร (Banking FSI) ธุรกิจด้านสุขภาพ (Health Care) เช่น Wellness Center และ telehealth ธุรกิจขนส่ง (Logistics) และธุรกิจด้านการศึกษา (Education) ผ่านการทำงานร่วมกับฟีเจอร์และโซลูชัน อย่าง Microsoft Office Suite บน Samsung DeX ที่จะทำให้เครื่องมือการทำงานต่างๆ อาทิ Microsoft Office, Microsoft Teams หรือ Microsoft365 พร้อมใช้งานทั้งบนสมาร์ทดีไวซ์ รวมถึงเชื่อมต่อกับหน้าจอเพื่อการใช้งานแบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำให้ทุกการทำงานเป็นไปอย่างลื่นไหลไร้รอยต่อ

ภาพ : https://s.isanook.com/hi/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hpLzAvdWQvMzA5LzE1NDgzMDkvc2Ftc3VuZ2J1c2luZXNzZXhwZXJpZW5jZXMuanBn.jpg

โซนที่ 2: ผลิตภัณฑ์และโซลูชันสำหรับจัดการธุรกิจด้านร้านอาหาร ที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Samsung Galaxy Tab Active3 ผลิตภัณฑ์สมาร์ทแท็บเล็ต Rugged Device ที่มีจุดเด่นในด้านประสิทธิภาพการทำงานอันทรงพลัง และความแข็งแรงทนทาน พร้อมใช้งานในทุกสภาพแวดล้อม กับ Ocha แอปพลิเคชันบริหารจัดการร้านอาหารแบบ Point Of Sale (POS) อันดับ 1 ในประเทศไทย เพื่อให้บริการด้านระบบการขายหน้าร้าน ที่จะมีการเก็บข้อมูล
การขาย สต็อกสินค้า และข้อมูลการบันทึกค่าใช้จ่าย เมื่อมีการขายสินค้าและบริการ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารสามารถจัดการร้านได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โซนที่ 3: ผลิตภัณฑ์และโซลูชันสำหรับธุรกิจด้านบริการ ด้วย Smart Queue Solution ระบบจัดการคิวจาก P&P Electronics ที่พร้อมตอบสนองความต้องการ และรองรับธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ร้านค้าขนาดเล็ก องค์กรขนาดใหญ่ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งโซลูชันนี้จะทำงานร่วมกับ Samsung Galaxy Tab Active3 หรือ Samsung Tab Active Pro เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ ด้วยความสามารถในการบริหารจัดการเวลาได้อย่างเป็นระบบ การจัดการสถิติข้อมูลการเข้ารับบริการของลูกค้าอย่างละเอียดรวดเร็ว พร้อมทำงานได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งทำให้เกิดความยืดหยุ่นและรองรับกระบวนการการทำงานได้หลากหลายรูปแบบ

พบกับประสบการณ์ใหม่ของนวัตกรรมและเทคโนโลยีสำหรับกลุ่มธุรกิจองค์กรได้ที่ Samsung Business Experience Store ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 4 โซน Atrium ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-689-3277

แหล่งที่มา : https://www.sanook.com/hitech/1548309/

LG DualUp Monitor จอ 16:18 สำหรับสายครีเอทีฟที่ชอบทำงานแบบ multitasking

LG DualUp Monitor จอ 16:18 สำหรับสายครีเอทีฟที่ชอบทำงานแบบ multitasking

ภาพจาก https://cdn.vox-cdn.com/thumbor/O7AssSaJgi3eX1qI2BAJv704KRU=/0x0:2080x1289/1200x0/filters:focal(0x0:2080x1289):no_upscale()/cdn.vox-cdn.com/uploads/chorus_asset/file/23118778/dualup.jpg

LG กลับมาแล้วพร้อมกับหน้าจอรุ่นใหม่ระดับพรีเมียม มุ่งเป้าไปที่กลุ่มมืออาชีพวงการศิลปะและเหล่าครีเอทีฟสาย Multitasking โดยเผยรายละเอียดหน้าจอจำนวน 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ LG UltraFine Display (32UQ85R) และ LG DualUp Monitor (28MQ780) ที่มีความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร

LG DualUp Monitor คือจอขนาด 28 นิ้ว ออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเพราะมาพร้อม 2 หน้าจอในหนึ่งเดียว ด้วยอัตราส่วน 16:18 หรือหากมองในอีกมุมหนึ่งก็คือหน้าจออัตราส่วน 16:9 จำนวน 2 จอเรียงซ้อนกันบน-ล่างแบบไม่มีขอบกั้นระหว่างกันนั่นเอง

จอรุ่นนี้เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ชอบทำงานแบบ multi-tasking และต้องการเห็นแอปพลิเคชันหลาย ๆ แอปในเวลาเดียวกัน เข้ากับฟีเจอร์ Snap Layouts และ Snap Groups ของ Windows 11 ได้อย่าง

หน้าจอของ DualUp Monitor นั้นมีความละเอียด 2560 x 2880 ซึ่ง LG เรียกว่า ‘Square Double Quad HD resolution’ ทั้งยังผ่านมาตรฐาน DCI-PC ที่ 98% สามารถปรับความสว่างสูงสุดได้ 300 nits (โดยสามารถปรับความสว่างแบบอัตโนมัติได้) และอัตราส่วนคอนทราสต์ 1000:1

รายละเอียดอื่น ๆ ของ DualUp Monitor ได้แก่

  • รองรับ HDR 10 และมีลำโพง 7W แบบ built-in ติดตั้งมา 2 ตัว
  • USB Type-C จำนวน 1 พอร์ต, DisplayPort Alt Mode, พอร์ต HDMI 2 พอร์ต, DisplayPort 1 พอร์ต, Upstream USB 1 พอร์ต และ downstream USB 2 พอร์ต
  • ตัวขาตั้งยังสามารถปรับระดับได้ทั้งความสูง (height), มุมเงย (tilt), มุมเอียงหน้าจอ (pivot), และหมุนมุมองศาบริเวณขาตั้ง (swivel) ได้

สำหรับ UltraFine Display จะเป็นหน้าจอขนาดมาตรฐาน 32 นิ้ว, อัตราส่วน 16:9, มีความละเอียดแบบ 4K (3840 x 2160) และได้มาตรฐาน DCI-PC ที่ 98% โดยปรับความสว่างสูงสุดได้ 400 nits และมีอัตราส่วนคอนทราสต์ที่ 2000:1 รวมถึงมี DisplayHDR400 ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์แบบ HDR ในขณะที่ใช้หน้าจอนี้

ภาพจาก 
https://cdn.vox-cdn.com/thumbor/eWpj-uDNUlE9B3-beADA7cu0WBE=/0x0:1170x766/1200x0/filters:focal(0x0:1170x766):no_upscale()/cdn.vox-cdn.com/uploads/chorus_asset/file/23118803/LG_UltraFine_Lifestyle_00.jpg

ฟีเจอร์อื่น ๆ ของ LG UltraFine Display ได้แก่ การปรับเทียบสีอัตโนมัติ (self-calibration for color) และระบบ AMD FreeSync โดยมีลำโพงสเตอริโอ 5W ติดมาด้วย 2 ตัว

การปรับระดับของรุ่นนี้จะสามารถปรับความสูง (height), มุมเงย (tilt), มุมเอียงหน้าจอ (pivot), แต่จะไม่สามารถหมุนองศาขาตั้ง (swivel) ได้เหมือนอย่าง LG DualUp Monitor

ณ ตอนนี้ LG ยังไม่มีการประกาศวันวางขายและราคาของทั้ง 2 รุ่น ดังนั้นเราคงต้องติดตามรายละเอียดกันต่อไปในอนาคต

อ้างอิง
https://www.beartai.com/news/itnews/891989
https://www.xda-developers.com/lg-premium-moniotrs-dualup-ultrafine-ces-2022/