เผย 4 แบรนด์สมาร์ตโฟนใหญ่ คอนเฟิร์มใช้ชิปเซต Dimensity 9000

เผย 4 แบรนด์สมาร์ตโฟนใหญ่ คอนเฟิร์มใช้ชิปเซต Dimensity 9000

ภาพ : https://s.isanook.com/hi/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hpLzAvdWQvMzA5LzE1NDgwMDEvMi5qcGc=.jpg

ในเดือนพฤศจิกายน MediaTek ได้เปิดตัวชิปเรือธงประจำปี 2022 Dimensity 9000 5G และล่าสุดมีการยืนยันรายชื่อบริษัทผู้ผลิตสมาร์ตโฟนที่จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้ใช้ชิป SoC รุ่นนี้แล้ว ได้แก่ OPPO, Vivo, Xiaomi และ Honor โดยทั้ง 4 แบรนด์จะเปิดตัวสมาร์ตโฟนที่ใช้ชิปดังกล่าวในไตรมาสที่ 1 ปี 2022

Dimensity 9000 เป็นชิปเซต 5G ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี 4 นาโนเมตรของ TSMC ทำให้มีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานมากขึ้น ทั้งติดตั้งชิป 5G ตัวใหม่รองรับย่านความถี่ sub-6GHz และเป็นชิปเซตสมาร์ตโฟนรุ่นแรกที่รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.3

รองประธานของ OPPO เปิดเผยว่า OPPO ตระกูล Find X จะเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นแรกที่เปิดตัวพร้อม Dimensity 9000 ซึ่งคาดว่าจะเป็นรุ่น Find X4 ในขณะที่ Find X4 Pro จะใช้ชิป Snapdragon 8 Gen 1

ทางด้านรองประธานของ Xiaomi ก็ยืนยันว่าไลน์อัป Redmi K50 จะเป็นสมาร์ตโฟนที่มาพร้อมชิปรุ่นดังกล่าว แม้ทางบริษัทยังไม่บอกว่า Redmi K50 รุ่นใดที่จะใช้ Dimensity 9000 แต่คาดการณ์ว่า K50 Gaming จะเป็นรุ่นที่ได้ใช้ชิปเรือธงตัวใหม่ของ MediaTek ไป

สำหรับ Vivo และ Honor ยังไม่มีการประกาศว่า อุปกรณ์รุ่นใดที่จะเปิดตัว แต่ทั้ง 2 แบรนด์ได้บอกใบ้ว่า สมาร์ตโฟนรุ่นต่อไปจะเป็นสมาร์ตโฟน 5G รุ่นเรือธงรุ่นใหม่ (new generation 5g mobile phone) ที่มีประสิทธิภาพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อผลักดันความสามารถด้าน 5G และนวัตกรรม

แหล่งที่มา : https://www.sanook.com/hitech/1548001/

Metaverse มาแรง! Kaspersky แนะเตรียมพร้อมปกป้องข้อมูลตัวตนดิจิทัล

Metaverse มาแรง! Kaspersky แนะเตรียมพร้อมปกป้องข้อมูลตัวตนดิจิทัล

ภาพ : https://s.isanook.com/hi/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hpLzAvdWQvMzA5LzE1NDc5ODUva2FzcGVyc2t5LmpwZw==.jpg

หลังจาก Facebook เปลี่ยนชื่อเป็น Meta ทั่วโลกต่างพูดถึง “เมตาเวิร์ส” meta-universes หรือ metaverse แบรนด์ต่างประเทศและประเทศต่างๆ กำลังวางแผนจะเปิดสำนักงานและดำเนินโครงการในโลกเสมือนจริง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า metaverse ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยมีการกล่าวโยงถึง Fortnite, Microsoft, Roblox, Minecraft, Balenciaga และ Nike รวมถึงในเทคโนโลยี AR และ VR

คำว่า metaverse เป็นคำที่คิดขึ้นมาโดย นีล สตีเวนสัน (Neal Stevenson) ในนวนิยายเรื่อง Snow Crash ในปี 1992 ซึ่งกล่าวถึง metaverse ว่าเป็นการพัฒนาอินเทอร์เน็ตขั้นตอนต่อไป เป็นโลกดิจิทัลที่รวมโลกกายภาพเข้ากับ augmented reality และ virtual reality

ผู้คนสามารถเชื่อมต่อกับ metaverse เป็นรูปอวาตาร์และทำทุกอย่างราวกับว่ากำลังอยู่ในโลกแห่งความจริง ทั้งค้นหาข้อมูล สื่อสารพูดคุย ช้อปปิ้งและไปทำงาน แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถหลีกหนีจากความเป็นจริงและอาศัยอยู่ในจักรวาลเสมือนจริงได้ อวตารของมนุษย์ใน metaverse สามารถเป็นอะไรก็ได้ตามต้องการ สามารถเป็นเจ้าของสิ่งใดด็ได้ และความตายไม่ได้มีความหมายเหมือนกับในโลกแห่งความเป็นจริง

ตัวอย่างบางส่วนของโลกดิจิทัลในวัฒนธรรมสมัยนิยม ก็คือ ภาพยนตร์ไตรภาค The Matrix หรือ Ready Player One ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับเกมออนไลน์ OASIS ที่มีผู้เล่นหลายคนได้กลายเป็นอะนาล็อกของ metaverse

นอกจากจักรวาลที่แยกจากกันแล้ว ภาพเสมือนจริงก็ค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริงสมัยใหม่ไปแล้ว ในสหรัฐอเมริกา มีการเปิดตัวรายการ Alter Ego ซึ่งผู้เข้าแข่งขันร้องเพลงที่ด้านหลังเวที และให้เทคโนโลยีการจับภาพเคลื่อนไหวสร้างภาพอวาตาร์ดิจิทัลแทนที่ตัวเอง

ความจริงที่ว่า metaverse เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของอนาคต แคสเปอร์สกี้ขอเน้นย้ำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคำนึงถึงความปลอดภัยของอวาตาร์ดิจิทัลและภัยคุกคามที่อาจเกี่ยวข้องกับ Metaverse ดังต่อไปนี้

การโจรกรรมข้อมูลตัวตนและการยึดบัญชีโดยอะนาล็อกเข้ากับโซเชียลเน็ตเวิร์กและเกมที่มีผู้เล่นหลายคน ซึ่งอาจทำให้เกิด

  • การสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล (เช่น ข้อมูลการติดต่อ หรือ meta-analogue) ซึ่งอาจนำไปสู่การแบล็กเมล์
  • การขโมยสกุลเงินเสมือน เงินตราจริง หรือเงินคริปโตจากบัตรและวอลเล็ตที่เชื่อมโยงกับบัญชีหรือสิ่งของเสมือนจริงราคาแพง เช่น สกินหรือเครื่องแต่งกาย
  • การใช้อวาตาร์เพื่อฉ้อโกง เช่น การขอยืมเงินจากเพื่อนและครอบครัว

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีป้องกันบัญชี Steam ได้ที่บล็อกของแคสเปอร์สกี้ https://www.kaspersky.com/blog/steam-privacy-security/33981/

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือเรื่องวิศวกรรมสังคม (social engineering) เช่นเดียวกับบริการแอปหาคู่ จะต้องมีอะนาล็อกของ metaverse ที่มีความคล้ายคลึงกัน ผู้คนในโลกเสมือนจริงอาจไม่ได้เป็นอย่างที่บอกไว้ หรืออาจไม่ได้มีเจตนาที่ดี ซึ่งสามารถนำไปสู่

  • แผนการตกเหยื่อ (catfishing) การแอบอ้างหรือสร้างตัวตนปลอมเพื่อพูดคุยปฏิสัมพันธ์
  • การสะกดรอยตามและกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (stalking and doxing) แคสเปอร์สกี้และเอ็นแท็บได้พัฒนาหลักสูตรเกี่ยวกับวิธีการป้องกันตัวเองและจัดการกับการล่วงละเมิด
  • อันตรายอื่นๆ ขณะที่เปลี่ยนจากโลกเสมือนจริงไปสู่โลกแห่งความจริง

แหล่งที่มา : https://www.sanook.com/hitech/1547985/

Dell Technologies เผยข้อมูลเชิงลึกช่วยองค์กรธุรกิจทั่วเอเชียแปซิฟิก และญี่ปุ่นเคลื่อนผ่านการทำงานแบบไฮบริด เวิร์ก

Dell Technologies เผยข้อมูลเชิงลึกช่วยองค์กรธุรกิจทั่วเอเชียแปซิฟิก และญี่ปุ่นเคลื่อนผ่านการทำงานแบบไฮบริด เวิร์ก

ภาพ : https://www.dailytech.in.th/wp-content/uploads/2015/11/DELL.jpeg

ผู้เชี่ยวชาญชี้ 3 กุญแจหลักเพื่ออนาคตการทำงานแบบไฮบริด (hybrid work future) ที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืน ประกอบด้วย ความเป็นผู้นำ (Leadership) การวางโครงสร้างที่ดี (Structure) และวัฒนธรรมภายใน (Culture)

  • ในสภาพแวดล้อมการทำงานแบบผสมผสาน หรือไฮบริด เวิร์ก เสียงเรียกร้องเพื่อให้องค์กรธุรกิจต่างๆ ใช้ความเอาใจใส่และความตั้งใจนำหน้าในการดำเนินการ คือสิ่งมีความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา
  • เมื่อออกแบบโครงสร้างการทำงานแบบไฮบริด เวิร์ก ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า one-size-fits-all
  • องค์กรไม่ควรมีแนวคิดหรือมองว่ากิจกรรมเพื่อการสร้างวัฒนธรรมภายในเป็นเพียงกีฬาทางเลือก

 เดลล์ เทคโนโลยีส์ เผยข้อมูลเชิงลึกที่จะช่วยให้องค์กรธุรกิจต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น (APJ) นำพาทีมมุ่งไปสู่อนาคตของรูปแบบการทำงานแบบไฮบริด (hybrid work future) รายงานที่ชื่อว่า Leading the Next Hybrid Workforce นี้เผยข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อเสริมรายละเอียดเพิ่มเติมต่อยอดจากผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัยดัชนีชี้วัดความพร้อมของการทำงานจากระยะไกล หรือ Remote Work Readiness (RWR) Index ที่เปิดเผยไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

รายงานฉบับนี้มุ่งศึกษาบทบาทขององค์กรธุรกิจในการออกแบบอนาคตของการทำงานในรูปแบบไฮบริด รวมทั้งยังรวบรวมข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ พร้อมทั้งคำแนะนำที่มาจากผู้เชี่ยวชาญสี่คน ได้แก่ ดร.จูเลียน วอเตอร์ส-ลินช์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัย RMIT ประเทศออสเตรเลีย รวมถึง โรเชลล์ คอปป์ ที่ปรึกษาด้านการจัดการประเทศญี่ปุ่น ดร.ราชิมา ราจา อาจารย์ผู้บรรยายจาก National University of Singapore (NUS) ประเทศสิงคโปร์  และ มัลลอรีย์ ลูน ผู้ร่วมก่อตั้ง Work Inspires ในประเทศมาเลเซีย

“ด้วยรูปแบบการทำงานในปัจจุบันที่ไม่ได้ยึดติดอีกต่อไปกับทั้งสถานที่และช่วงเวลา องค์กรธุรกิจต้องหันมาให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ได้ รวมทั้งต้องมีความพร้อมในการที่จะเข้าไปช่วยพนักงานให้ประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของการเป็นมืออาชีพและทั้งในบทบาทส่วนตัวอย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะทำงานจากที่ใดก็ตาม ในขณะที่พนักงาน 8 ใน 10 คนทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมทั้งประเทศญี่ปุ่นแสดงความพร้อมสำหรับการทำงานแบบรีโมท เวิร์กในระยะยาว แต่ก็ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข” นายนพดล ปัญญาธิปัตย์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าว “ในเวลาที่เราก้าวเข้าสู่อนาคตของการทำงาน เราหวังว่าข้อมูลเชิงลึกและการเรียนรู้ต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้องค์กรสามารถ กำหนดรูปแบบพนักงานแบบไฮบริดที่พร้อมสำหรับทุกความต้องการทางธุรกิจได้”

ภาพ : https://www.dailytech.in.th/wp-content/uploads/2015/10/DELL.jpg

รายงานเชิงลึก Leading the Next Hybrid Workforce ของเดลล์ เทคโนโลยีส์ สรุปภาพของสิ่งสำคัญหลักสามประการที่องค์กรธุรกิจต้องให้ความสำคัญเนื่องจากทั้งสามนี้วางเรียงเป็นรากฐานสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จและความยั่งยืนของการตระเตรียมการทำงานแบบผสมผสานหรือไฮบริด เวิร์ก ซึ่งได้แก่ ความเป็นผู้นำ (Leadership) โครงสร้างที่ดี (Structure)และวัฒนธรรมภายใน (Culture)

ภาพ : https://www.dailytech.in.th/wp-content/uploads/2021/11/dell-technologies-hybrid-work-future-1.png

ความตั้งใจมุ่งมั่น 1: นำองค์กรด้วยการเอาใจใส่และตั้งใจ

ผู้เชี่ยวชาญทั้งสี่คนต่างเน้นย้ำว่าผู้นำ คือผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการประกอบและหลอมรวมชิ้นส่วนต่างๆ ของอนาคตการทำงานแบบไฮบริดเวิร์กเข้าด้วยกัน ผู้นำจำเป็นต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานและการเปลี่ยนแปลงเชิงนวัตกรรมขึ้นภายในองค์กรอย่างชัดเจนเพื่อการเดินหน้าต่อไป กระนั้นยังแสดงออกถึงการเอาใจใส่และความเห็นอกเห็นใจต่อการพยายามที่พนักงานอาจเผชิญอยู่ อาทิ การขาดการสื่อสารแบบตัวต่อตัว ตลอดไปจนถึงเส้นแบ่งที่ลางเลือนระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว

นอกจากนี้ ผู้นำยังต้องพยายามสร้างความไว้วางใจกับพนักงานและยอมรับทัศนคติ (mindset) ที่ขับเคลื่อนด้วยผลลัพธ์เพื่อหลีกเลี่ยงการตกหลุมพรางของการจัดการที่เรียกว่าไมโครแมเนจเม้นต์ หรือการบริหารจัดการที่จับตามองในทุกรายละเอียดปลีกย่อย

ภาพ : https://www.dailytech.in.th/wp-content/uploads/2021/11/dell-technologies-hybrid-work-future-2.png

ความตั้งใจมุ่งมั่น 2: การสร้างโครงสร้างการทำงานแบบไฮบริดโดยไตร่ตรอง

ในปัจจุบัน องค์กรธุรกิจไม่สามารถเข้าถึงไฮบริด เวิร์กจากเพียงจุดยืนด้านการบริหารจัดการและด้านเทคนิคแล้วใช้รูปแบบ one-size-fits-all ได้ ในทางกลับกัน นายจ้างจำเป็นต้องใช้เวลาในการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับความชอบของพนักงานและความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือเพื่อให้พวกเขาประสบความสำเร็จในการสภาพแวดล้อมการทำงานจากระยะ

ในการร่วมกันออกแบบสถานที่ทำงาน (workplace) แบบไฮบริดที่ครอบคลุม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำแนะนำให้มีการสื่อสารแบบเปิดเผย (open communication) ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยผู้เชี่ยวชาญย้ำถึงความจำเป็นในการหาจุดสมดุลระหว่างการทำงานที่ยืดหยุ่นและการมีระบบระเบียบ ที่มาในรูปแบบของเวลาที่ทุ่มเทให้กับการประชุมทีม หรืออื่นๆ ฯลฯ เพื่อรักษาวัฒนธรรมและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

ภาพ : https://www.dailytech.in.th/wp-content/uploads/2021/11/dell-technologies-hybrid-work-future-3.png

ความตั้งใจมุ่งมั่น 3: ทำให้การสร้างวัฒนธรรมเป็นไปโดยรอบคอบ

ผู้เชี่ยวชาญยังเรียกร้องให้มีความพยายามที่รอบคอบมากขึ้นในการสร้างวัฒนธรรมและการเรียนรู้รวมถึงการพัฒนา เพื่อรักษาและจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และการทำงานร่วมกัน ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนถึงความเสี่ยงของการแบ่งวัฒนธรรมระหว่างพนักงานที่ทำงานที่บ้าน และพนักงานในสำนักงาน ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียดในพลังการทำงานภายในออฟฟิศและการรับรู้ถึงความไม่สมดุลระหว่างทั้งสองกลุ่ม

ข้อเสนอแนะหนึ่งคือ ให้นายจ้างเปลี่ยนงบประมาณที่ประหยัดจากค่าใช้จ่ายสำนักงานในแต่ละวัน และลงทุนซ้ำในกิจกรรมที่ทุ่มเทและสม่ำเสมอเพื่อการมีส่วนร่วมทางสังคมในหมู่พนักงาน อาทิ การรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันในทีม หรือการฝึกอบรมแบบที่โต้ตอบกันได้ ซึ่งช่วยสร้างโอกาสเพิ่มเติมสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดแบบออร์แกนิก ตลอดจนโอกาสในการส่งเสริมความไว้วางใจและความสัมพันธ์ในการทำงานที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างสมาชิกในทีม

แหล่งที่มา : https://www.dailytech.in.th/dell-technologies-leading-the-next-hybrid-workforce/

ETDA จัดใหญ่ เปิดตัวแคมเปญ MEiD มีไอดี “บริการไทย…ไร้รอยต่อ” ระดมทุกภาคส่วนร่วมดันไทยใช้งานดิจิทัลไอดีให้สำเร็จ

ETDA จัดใหญ่ เปิดตัวแคมเปญ MEiD มีไอดี “บริการไทย…ไร้รอยต่อ” ระดมทุกภาคส่วนร่วมดันไทยใช้งานดิจิทัลไอดีให้สำเร็จ

ภาพ : https://www.dailytech.in.th/wp-content/uploads/2021/12/ETDA-Digital-Identity-e1638521078105.jpg

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประธานในงาน   กล่าวว่า “โลกในปัจจุบันกำลังขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล บริการต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ต่างผันตัวเองเข้าสู่ดิจิทัลอย่างเห็นได้ชัด หลายๆ หน่วยงานแชร์ทรัพยากร ข้อมูล รวมถึงเอกสารผ่านทางคลาวด์กันอย่างแพร่หลาย  สอดคล้องกับผลสำรวจพฤติกรรมและทัศนคติของประชาชนของ ETDA ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ต้องการช่องทาง เครื่องมือ หรือบริการ ที่จะช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันดำเนินไปได้อย่างสะดวก ปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งการจะผลักดันให้การทำธุรกิจในยุคดิจิทัลนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงเห็นว่าการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล หรือ ดิจิทัลไอดี (Digital ID) จึงเป็นเสมือนกลไกที่สำคัญในการทำธุรกรรมในยุคปัจจุบัน โดยจากผลการสำรวจยังพบอีกว่า กว่า 2 ใน 3 รู้จักและเคยใช้บริการดิจิทัลไอดี (Digital ID) ผ่านบริการต่างๆ แล้ว ขณะที่บางคนเคยใช้ แต่ก็ไม่รู้หรือไม่แน่ใจว่ากิจกรรมดังกล่าว คือ ดิจิทัลไอดี นอกจากนี้ สิ่งที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ คือ ความสะดวก รวดเร็วในการใช้งาน ความปลอดภัยและการมีมาตรฐานของการใช้บริการดิจิทัลไอดี โดยแพลตฟอร์มที่อยากให้ผนวกกับการบริการดิจิทัลไอดีมากที่สุด คือ บริการสวัสดิการจากทางภาครัฐ รองลงมาคือ บริการทางการเงิน บริการเกี่ยวกับทะเบียนราษฎร์ต่างๆ และบริการทางการศึกษา สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า สังคมส่วนใหญ่อาจยังมีการรับรู้เกี่ยวกับดิจิทัลไอดีที่ยังไม่มากพอ ทั้งๆ ที่ดิจิทัล ไอดี คือ ประตูบานสำคัญของทุกการทำธุรกรรมออนไลน์ที่จะช่วยทั้งในมุมด้านความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ ดังนั้น การสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับดิจิทัลไอดีให้เกิดขึ้นกับสังคม พร้อมๆ กับสร้างความร่วมมือในกลุ่มภาครัฐ เอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันผลักดัน ขับเคลื่อนให้เกิดการใช้งานดิจิทัลไอดีในทุกบริการดิจิทัลของไทย จึงเป็นประเด็นที่เราจะต้องให้ความสำคัญ ซึ่ง แคมเปญ MEiD มีไอดี “บริการไทย…ไร้รอยต่อ” โดย ETDA นี้จะเป็นหนึ่งช่องทางสำหรับการสื่อสาร ตลอดจนการสร้างความร่วมมือเพื่อให้เกิดการดำเนินงานที่จะเข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้ เพื่อร่วมผลักดันให้คนไทยเกิดการใช้งานดิจิทัลไอดี รองรับโลกอนาคตได้สำเร็จ”

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA กล่าวเสริมว่า “ประเทศไทยเดินหน้าส่งเสริมให้เกิดการใช้ดิจิทัล      ไอดีมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมุมของกฎหมาย มาตรฐานที่เกี่ยวข้องและพัฒนาโครงการพื้นฐานทางสารสนเทศที่รองรับการใช้งาน ซึ่งล่าสุดคณะรัฐมนตรี ได้มีมติรับทราบและอนุมัติในหลักการด้านการพัฒนาระบบรองรับ Digital ID                 ด้วย Face Verification Service (FVS) ถึงแม้ประเทศไทยจะมีการสนับสนุนในหลายๆ ด้าน แต่การใช้งานดิจิทัลไอดียังไม่ขยายวงกว้างมากพอ นี่จึงเป็นประเด็นท้าทายที่ทุกภาคส่วนจะต้องให้ความสำคัญ ETDA ที่มุ่งดำเนินงานเพื่อยกระดับชีวิตคนไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล จึงได้เดินหน้าผลักดันให้คนไทยเกิดการใช้งานดิจิทัลไอดีมาโดยตลอด ทั้งการร่วมจัดทำแนวทางปฏิบัติ มาตรฐาน กฎหมายที่เอื้อให้เกิดการทำธุรกรรมทางออนไลน์ด้วยดิจิทัลไอดีและร่วมสร้างนวัตกรรม โซลูชั่นรองรับการใช้งาน ผ่านโครงการ ETDA Sandbox พร้อมร่วมพัฒนา Digital ID framework เพื่อเป็นกรอบแนวทางการพัฒนาบริการดิจิทัลไอดีให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการที่จะขับเคลื่อนดิจิทัลไอดีให้เกิดขึ้นจริง จะต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจกับประชาชน ที่จะต้องเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันในบทบาทที่แตกต่างกัน ดังนั้น แคมเปญ MEiD (มีไอดี) “บริการไทย…ไร้รอยต่อ” ภายใต้โครงการส่งเสริมให้เกิดการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Identity) จึงเป็นหนึ่งการดำเนินงานที่จะผนึกกำลังทุกภาคส่วน ที่จะเดินหน้าส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยเกิดการใช้งานดิจิทัลไอดี ที่จะเชื่อมโยงทุกบริการมากยิ่งขึ้น เพราะ MEiD (มีไอดี) จะประกอบไปด้วยกิจกรรมในหลายส่วนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการสื่อสาร สร้างการรับรู้ ความเข้าใจ ความตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ดิจิทัลไอดี และกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น  Facebook: MEiD (มีไอดี), Line: @meid_thailand, Twitter: MEiD มีไอดี กิจกรรมการสำรวจความคิดเห็นทั้งฝั่ง demand และ supply จากหน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชน เพื่อสะท้อนภาพความต้องการ ข้อกังวล หรือ pain point การรับรู้ต่างๆ ที่มีต่อบริการดิจิทัลไอดีไทย สู่การเป็นฐานข้อมูลในการนำไปกำหนดทิศทางการทำงานต่อไป และที่สำคัญคือ กิจกรรม Hackathon เพื่อหานวัตกรรม โซลูชัน เกี่ยวกับดิจิทัลไอดี จากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน รวมถึง สตาร์ทอัพ ที่จะเข้ามาตอบโจทย์การใช้งานของคนไทยมากที่สุด”

แหล่งที่มา : https://www.dailytech.in.th/etda-meid/

หลายบริษัท ได้เผยว่าจะไม่เข้าร่วมงาน CES 2022 เพราะยังหวั่นใจเกี่ยวกับโรคระบาดรอบใหม่

หลายบริษัท ได้เผยว่าจะไม่เข้าร่วมงาน CES 2022 เพราะยังหวั่นใจเกี่ยวกับโรคระบาดรอบใหม่

ภาพ : https://s.isanook.com/hi/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hpLzAvdWQvMzA5LzE1NDgzNTMvY2VzLmpwZw==.jpg

อย่างที่ทราบกันดีว่างาน CES 2022 หรือ Consumer Electronic Show 2022 กำลังจะจัดขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนมกราคม 2022 ที่จะถึงนี้ในเมืองลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา แต่ก็มีเหตุว่าการระบาดระรอบใหม่ของ COVID-19 อีกครั้ง ก็สร้างความหวั่นใจกับผู้จัดงานอีกครั้ง

โดยล่าสุดนี้มีหลายบริษัทที่ไม่ได้เข้าร่วมงานนี้เช่น T-Mobile, Meta, Twitter, Pinterest, Lenovo รวมไปถึง iHeartRadeo ซึ่งปกติจะให้พนักงานเข้าร่วมงานนี้ แต่ล่าสุดเปลี่ยนเป็นเข้าร่วมแทน และบางรายเช่น Nvidia ได้เปลี่ยนเป็นการจัดงานออนไลน์แทน ส่วน Samsung และ AMD ยังคงประกาศเข้าร่วมตามปกติ

สำหรับงาน CES 2022 นั้นมีการประกาศออกมาว่าจัดงานแบบ Offline แต่เป็นแบบ In-Person เท่านั้น โดยต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีน และผู้จัดงานยังคงยืนยันว่าจะจัดต่อไปโดยมีมาตรการที่รัดกุมมากขึ้น

แหล่งที่มา : https://www.theverge.com/2021/12/21/22849223/ces-2022-t-mobile-bailed-keynote-meta-pinterest-twitter-iheart

บริษัท โซนี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด โรงงานชลบุรี คว้ารางวัลแห่งเกียรติยศของอุตสาหกรรมไทย Prime Minister’s Industry Award ประจำปี 2564

บริษัท โซนี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด โรงงานชลบุรี คว้ารางวัลแห่งเกียรติยศของอุตสาหกรรมไทย Prime Minister’s Industry Award ประจำปี 2564

ภาพ : https://www.ryt9.com/img/files/20211220/iq76ce0c2c59e427c4b958e7dd00f5e99e.jpg

บริษัท โซนี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด โรงงานชลบุรี คว้ารางวัลแห่งเกียรติยศของอุตสาหกรรมไทย Prime Minister’s Industry Award ประจำปี 2564 ประเภทรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ด้านการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

บริษัท โซนี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด โรงงานชลบุรี ผู้ผลิตสินค้ากล้องดิจิตอล เครื่องเสียงติดรถยนต์ รวมทั้งอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์อื่น ๆ ภายใต้แบรนด์โซนี่ เพื่อจัดจำหน่ายไปทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย ได้คว้ารางวัล The Prime Minister’s Industry Award ประจำปี 2564 ประเภทรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ด้านการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม จากนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในงานประกาศผลรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่นซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก

มร. เคอิจิ ฮาชิโมโตะ (Keiichi Hashimoto) กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซนี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “โซนี่ เทคโนโลยี ชลบุรี รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล The Prime Minister’s Industry Award ประเภทรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ด้านการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมในปีนี้ รางวัลนี้นับเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับผู้ประกอบการ และองค์กรอุตสาหกรรมในประเทศไทย ทั้งยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของบริษัท ฯ ที่ได้ยึดมั่นในนโยบาย และการบริหารจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยเรามุ่งเน้นการส่งมอบผลิตภัณฑ์ คุณภาพสูงสุด และ ใส่ใจสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้บริโภค โดยสอดคล้องกับเจตนารมณ์หลักของโซนี่ “Fill the world with emotion, through the power of creativity and technology” เราจะเดินหน้าส่งเสริมการรับรู้ พร้อมสร้างสรรค์สังคมไทยให้ยั่งยืนด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยีจากโซนี่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจต่อไป”

โซนี่ เทคโนโลยี ประเทศไทย ได้นำแผนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้โครงการ Road To Zero ซึ่งเป็นนโยบายการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ของกลุ่มบริษัทโซนี่ทั่วโลก รวมทั้งระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมโลก (GEMS) มาประยุต์ใช้ในการวางแผนปฏิบัติงานให้ครอบคลุมทั้งวัตถุประสงค์ และเป้าหมายในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การจัดการด้านพลังงาน ทรัพยากรน้ำ การจัดการของเสีย และอัตราส่วนของเสียฝังกลบ ระบบการจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งติดตามความคืบหน้า และประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้คณะผู้บริหารของโซนี่ เทคโนโลยี ประเทศไทย ยังได้ส่งเสริมให้พนักงานได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ และผลักดันให้พนักงาน มีความคิดริเริ่ม โดยนำหลักการ 5S (sort, simplify, shine, standardize and sustain), 3R (reduce, reuse and recycle) และ LCA (การประเมินวงจรชีวิต) มาใช้ในการปฏิบัติงาน โดยบรรลุผลเป็นผลงานต่าง ๆ ที่ได้นำมาใช้จริงภายในโรงงานมากมาย ได้แก่ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อ สร้างพลังงานหมุนเวียน การตรวจสอบพลังงานอัจฉริยะ การใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด การรีไซเคิลน้ำเสีย ตลอดจนการลดปริมาณขยะฝังกลบ เป็นต้น

นอกจากนี้ ในด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และตอบแทนชุมชนท้องถิ่น โซนี่ เทคโนโลยี ประเทศไทย ยังได้ดำเนินกิจกรรม CSR มากมาย อาทิ การส่งเสริมด้านการศึกษาของเยาวขนในชุมชน การเกษตรกรรม การปรับปรุงภูมิทัศน์สิ่งแวดล้อม และกิจกรรมอาสาสมัครทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ

งานประกาศรางวัลรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น The Prime Minister’s Industry Award ประจำปี 2564 ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น นับเป็นรางวัลเกียรติยศที่สนับสนุนให้กำลังใจ รวมถึงผลักดันผู้ประกอบการอุตสาหกรรมให้มีความคิดริเริ่ม และแน่วแน่ในการสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการอุตสาหกรรมของประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

แหล่งที่มา :https://www.ryt9.com/s/prg/3283094

ดีลอยท์เผยรายงาน “การค้าดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี” ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ภาพ : https://www.ryt9.com/img/files/20211222/iq0f2ee37f311a14342f9eb59f8225af8c.jpg

  • การค้าดิจิทัลในภูมิภาคนี้ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลมาจากกิจกรรม cross-border e-commerce ที่คึกคัก ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนสู่ความเป็นดิจิทัลไลฟ์สไตล์อย่างรวดเร็ว การพัฒนาต่อยอดด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และความร่วมมือระดับภูมิภาคที่แข็งแกร่งภายใต้ข้อตกลง RCEP
  • ประเทศไทย ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ตลาดที่กำลังพัฒนา” ในด้านของการพัฒนา Cross-border E-commerce และ Digitalization เช่นเดียวกับ มาเลเซีย อินโดนิเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์
  • การชำระเงินและการขาย เป็นสองฟังก์ชั่นทางการค้าที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสูงสุด

ดีลอยท์ (Deloitte) เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับ “การค้าดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี” (Technology-empowered Digital Trade in Asia Pacific) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับเทรนด์ล่าสุดด้านการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคที่ทุกสิ่งกำลังพัฒนาไปสู่คดิจิทัล เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และอนาคตที่ยั่งยืน โดยธุรกิจขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยมีบทบาทสำคัญอย่างมาก

รายงานดังกล่าวอ้างอิงผลการสำรวจความคิดเห็นขององค์กรธุรกิจที่มีส่วนร่วมในระบบการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้ โดยคาดการณ์ว่าการค้าดิจิทัลในภูมิภาคนี้จะเติบโตรวดเร็วขึ้น เนื่องจากกิจกรรม cross-border e-commerce ที่คึกคัก ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลไลฟ์สไตล์อย่างรวดเร็ว รวมถึงมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือระดับภูมิภาคที่แข็งแกร่งภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี RCEP ซึ่งคาดว่าภูมิภาคนี้จะเข้าสู่ยุคทองของการค้าดิจิทัลในอีกสามปีข้างหน้า

เทยเลอร์ แลม รองประธานและหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยี มีเดียและเทเลคอมมูนิเคชั่น ดีลอยท์ ประเทศจีน กล่าวว่า “ช่วงการแพร่ระบาด การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและความร่วมมือระหว่างภูมิภาคได้พัฒนาไปสู่การค้าดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งนำเสนอโอกาสการพัฒนาของแบรนด์ใหม่ ๆ และ ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี RCEP นั้นจะช่วยสนับสนุนความร่วมมือระหว่างภูมิภาค และอำนวยความสะดวกในกิจกรรมการค้าดิจิทัลต่าง ๆ”

แกรี่ วู หัวหน้าทีมฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของตลาดทั่วโลก ดีลอยท์ กล่าวว่า “เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามาช่วยผู้ค้าทั่วโลกให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการค้าระหว่างประเทศ โดยปราศจากมาตรการกีดกันทางการค้าใด ๆ การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลอย่างต่อเนื่องจะช่วยแก้ปัญหาที่เป็นข้อจำกัดทางการค้าระหว่างประเทศหลัก ๆ สองประการ ได้แก่ ลอจิสติกส์ และ การชำระเงิน ได้เป็นอย่างดี ขณะที่ เทคโนโลยีบล็อกเชนก็มีส่วนช่วยสร้างพื้นที่ใหม่ ๆ ในการค้าดิจิทัล”

ข้อมูลเชิงลึกในระดับภูมิภาค

การค้าโลกเข้าสู่ยุคของระบบอัจฉริยะ

  • ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลได้รับการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในด้านการค้าก็ขยายตัวเป็นวงกว้างและเจาะลึกมากขึ้น กล่าวได้ว่าการค้าโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคของระบบอัจฉริยะ และดาต้าจะมีบทบาทสำคัญอย่างมาก
  • โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น ระบบ 5G จะช่วยสร้างแพลตฟอร์มการกระจายข้อมูลและสถาปัตยกรรมเครือข่ายใหม่ๆ และรองรับ Internet of Everything (IoE) ขณะเดียวกัน การเก็บรวบรวมบิ๊กดาต้าจำนวนมหาศาล ประกอบกับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจที่ชาญฉลาด
  • ในภาพรวม การค้าโลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจาก “ระบบดิจิทัล”ไปสู่ “ระบบอัจฉริยะ” โดย “การค้าดิจิทัล” เป็นรูปแบบการพัฒนาล่าสุด

พัฒนาการและการเติบโตของการค้าดิจิทัลในเอเชีย-แปซิฟิก

  • เศรษฐกิจระดับภูมิภาคส่วนใหญ่ถูกประเมินเพื่อการพัฒนาการและการเติบโตของการค้าดิจิทัล โดยอ้างอิงดัชนีชี้วัดสองอย่างคือ อี-คอมเมิร์ซระหว่างประเทศ (60%) และการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล (40%) และผลลัพธ์ที่ได้มีดังนี้:
    • ตลาดที่พัฒนาแล้ว: จีน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น
    • ตลาดกำลังพัฒนา: ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์
    • ตลาดที่อยู่ในขั้นเริ่มต้น: เมียนมาร์ กัมพูชา ลาว และบรูไน
  • ในประเทศไทย อัตราการขยายตัวของตลาด cross-border e-commerce ถือว่าค่อนข้างสูง และมีโครงสร้างทางด้านดิจิทัลที่แข็งแรง แต่การพัฒนายังอยู่ในระดับที่จำกัด

การเติบโตขององค์กรธุรกิจข้ามชาติขนาดเล็ก (Micro-Multinational Enterprise – mMNE) เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการค้าดิจิทัลในเอเชีย-แปซิฟิก

  • ธุรกิจขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเป็นองค์กรธุรกิจข้ามชาติขนาดเล็ก หรือ mMNE เพราะเข้าร่วมใน cross-border e-commerce ในตลาดต่างๆ ทั่วโลก
  • ธุรกิจรายย่อยเหล่านี้นำเสนอ “ผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น” หลากหลายประเภท ควบคู่กับการปรับรูปแบบบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั่วโลก โดยธุรกิจในกลุ่มนี้ครองสัดส่วนกว่า 85% ของกิจกรรม cross-border e-commerce ในเอเชีย-แปซิฟิก
  • คุณลักษณะที่สำคัญของ mMNE:
    • ใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างคล่องแคล่ว
    • มีขนาดเล็ก โดยทั่วไปแล้วมีพนักงานไม่ถึง 100 คน
    • มีการดำเนินงานครอบคลุมทั่วโลก โดยเฉลี่ยแล้วมีร้านสาขาในต่างประเทศ 3.56 แห่ง

“การชำระเงิน และการขาย” เป็นสองฟังก์ชั่นทางการค้าที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสูงสุด

  • ระบบชำระเงินดิจิทัลมีอัตราการใช้งานอยู่ที่ 55% ส่วนระบบการขายแบบดิจิทัลมีอัตราการใช้งาน 53%
  • ตลาดที่พัฒนาแล้วมีการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากกว่า ทั้งในส่วนของการชำระเงิน การขาย และลอจิสติกส์
  • ในตลาดกำลังพัฒนา การปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลในด้านการผลิตและการค้าอยู่ในระดับที่สูง

แฟรงกี้ ฟาน ผู้บริหาร WorldFirst ประจำประเทศจีน ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านการชำระเงินระหว่างประเทศ กล่าวว่า “ธุรกิจเอสเอ็มอีจะมีบทบาทอย่างมากต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภูมิภาค”

“การมีการซื้อขายออนไลน์ระหว่างประเทศและการชำระเงิน รวมถึงข้อตกลงการค้าเสรี RCEP ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปีหน้า เอสเอ็มอีในภูมิภาคจะได้รับความมั่นคงในการค้าระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น ที่ WorldFirst เรามุ่งมั่นในการนำเสนอบริการด้านการเงินแบบครบวงจรแบบ one-stop ครอบคลุมทั้งการชำระเงิน การเก็บเงิน และการแลกเปลี่ยนเงินให้แก่บริษัทต่าง ๆ ไม่ว่าจะขนาดใหญ่หรือเล็กก็ตาม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างเต็มที่” แฟรงกี้ กล่าว

เกี่ยวกับดีลอยท์ (Deloitte)

ดีลอยท์ (Deloitte) คือ บริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ จำกัด (Deloitte Touche Tohmatsu Limited – “DTTL”) รวมถึงเครือข่ายบริษัทในเครือทั่วโลก และนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง (รวมเรียกว่า “องค์กรดีลอยท์”) DTTL (หรือ “Deloitte Global”) และบริษัทในเครือและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดถือเป็นนิติบุคคลอิสระที่แยกออกจากกันในทางกฎหมาย ซึ่งไม่สามารถผูกพันหรือสร้างพันธะกรณีต่อกันในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลที่สาม  DTTL และบริษัทในเครือและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องแต่ละแห่งของ DTTL รับผิดชอบต่อกิจกรรมของตนเอง และไม่ได้ให้บริการแก่ลูกค้า  กรุณาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.deloitte.com/about

ดีลอยท์เป็นผู้นำระดับโลกด้านบริการสอบบัญชีและการรับรอง บริการที่ปรึกษา การให้คำแนะนำทางการเงิน การให้คำแนะนำเรื่องความเสี่ยง ภาษี และบริการที่เกี่ยวข้อง  เครือข่ายระดับโลกของเราประกอบด้วยบริษัทในเครือและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องในกว่า 150 ประเทศ (รวมเรียกว่า “องค์กรดีลอยท์”) ให้บริการแก่บริษัทชั้นนำโดยสี่ในห้าแห่งที่ติดอันดับ Fortune Global 500(R)  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานของบุคลากรราว 330,000 คนของดีลอยท์ ได้ที่เว็บไซต์ www.deloitte.com

บริษัท ดีลอยท์ เอเชีย แปซิฟิก จำกัด (Deloitte Asia Pacific Limited) เป็นบริษัทจำกัดภายใต้การค้ำประกันและเป็นบริษัทในเครือของ DTTL  ทั้งนี้ สมาชิกของดีลอยท์ เอเชีย แปซิฟิก และนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องแต่ละแห่งถือเป็นนิติบุคคลอิสระที่แยกออกจากกัน ให้บริการจากกว่า 100 เมืองใหญ่ทั่วภูมิภาค รวมถึงโอ๊คแลนด์ กรุงเทพฯ ปักกิ่ง ฮานอย ฮ่องกง จาการ์ตา กัวลาลัมเปอร์ มะนิลา เมลเบิร์น โอซากา โซล เซี่ยงไฮ้ สิงคโปร์ ซิดนีย์ ไทเป และโตเกียว

แบรนด์ดีลอยท์เข้าสู่ตลาดของจีนเมื่อปี พ.ศ. 2460 โดยเปิดสำนักงานในเซี่ยงไฮ้  ปัจจุบัน ดีลอยท์ ไชน่า (Deloitte China) ให้บริการสอบบัญชีและการรับรองอย่างครบวงจร รวมถึงบริการที่ปรึกษา การให้คำแนะนำทางการเงิน การให้คำแนะนำเรื่องความเสี่ยง และบริการภาษีแก่ลูกค้าที่เป็นบริษัทข้ามชาติและองค์กรที่กำลังเติบโตในจีน  นอกจากนี้ ดีลอยท์ ไชน่า ยังสนับสนุนการพัฒนามาตรฐานทางบัญชีของจีน รวมไปถึงระบบภาษี และความเชี่ยวชาญด้านวิชาชีพ  ดีลอยท์ ไชน่า เป็นองค์กรบริการด้านวิชาชีพที่ถือครองโดยหุ้นส่วนในจีน  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินการของดีลอยท์ซึ่งส่งผลกระทบที่สำคัญในจีนและติดต่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของบริษัทได้ที่ www2.deloitte.com/cn/en/social-media

เอกสารนี้ประกอบด้วยข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และด้วยการเผยแพร่เอกสารนี้ บริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ จำกัด (“DTTL”) รวมถึงเครือข่ายบริษัทในเครือทั่วโลก และนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง (รวมเรียกว่า “องค์กรดีลอยท์”) ไม่ได้ให้คำแนะนำหรือบริการด้านวิชาชีพแต่อย่างใด ก่อนที่จะตัดสินใจหรือดำเนินการใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเงินหรือธุรกิจของคุณ คุณควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษามืออาชีพที่มีคุณสมบัติเหมาะสม

ไม่มีการรับรอง การรับประกัน หรือการดำเนินการใดๆ (โดยชัดแจ้งหรือโดยนัย) เกี่ยวกับความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลในเอกสารนี้ และ DTTL บริษัทในเครือ นิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง พนักงาน หรือตัวแทน จะไม่รับผิดหรือรับผิดชอบต่อความสูญเสียหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือโดยอ้อม ซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคลใดๆ ที่พึ่งพาเอกสารนี้  DTTL และบริษัทในเครือแต่ละแห่ง รวมถึงนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นนิติบุคคลอิสระที่แยกออกจากกันตามกฎหมาย

แหล่งที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/3283705

เปลี่ยนประสบการณ์ Hybrid Workplace สำหรับธุรกิจขนาดเล็กให้ทันสมัย ด้วยโซลูชันใหม่ Aruba Edge Connect Microbranch

เปลี่ยนประสบการณ์ Hybrid Workplace สำหรับธุรกิจขนาดเล็กให้ทันสมัย ด้วยโซลูชันใหม่ Aruba Edge Connect Microbranch

ภาพ : https://www.ryt9.com/img/files/20211222/iq8ec30a9efd0094493ff27115ce02d895.jpg

โซลูชันนี้จะช่วยให้ผู้ที่ทำงานจากที่บ้านสามารถใช้งานได้ด้วยประสบการณ์ที่เหมือนการทำงานในออฟฟิศ ด้วยการเชื่อมระบบ SD-WAN และ SASE Security Services ผ่าน Access Point เพียงชุดเดียว ไม่ต้องติดตั้ง Gateway หรือ Agent อีกต่อไป

อรูบ้า (Aruba) บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise (NYSE: HPE) ได้ประกาศเปิดตัว EdgeConnect Microbranch โซลูชันใหม่ล่าสุดสำหรับระบบเครือข่ายที่ใช้บ้านเป็นออฟฟิศและออฟฟิศขนาดเล็กเพื่อรองรับการทำงานแบบ Hybrid Work ซึ่งจะช่วยให้พนักงานที่ทำงานจากที่บ้านนั้นได้รับประสบการณ์แบบเดียวกับการทำงานที่ออฟฟิศ ด้วยการใช้ Wi-Fi Access Point (AP) เพียงชุดเดียว ไม่ต้องมีการติดตั้ง Gateway, Agent หรืออุปกรณ์ใดๆ ที่ปลายทางอีกต่อไป

ด้วยการใช้ Edge Connect Microbranch ฝ่ายไอทีขององค์กรจะสามารถมั่นใจได้ในการส่งมอบประสบการณ์การทำงานที่ดีแก่พนักงาน ไม่ว่าพนักงานคนนั้นจะทำงานจากที่ใดก็ตาม ซึ่ง EdgeConnect Microbranch นี้จะมีความสามารถในการเชื่อมต่อเครือข่ายจากภายนอกไปยังสาขาหลักของธุรกิจได้อย่างครบถ้วน ช่วยให้แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และยังคงปกป้ององค์กรได้ด้วยการใช้เฟรมเวิร์คด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่าง Zero Trust และ Secure Access Services Edge (SASE) ที่จะช่วยปกป้องออฟฟิศของธุรกิจขนาดเล็กและการทำงานจากที่บ้านได้อย่างครอบคลุม

โซลูชัน EdgeConnect Microbranch ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Aruba ESP (Edge Services Platform) ประกอบไปด้วย AP และบริการ SD-WAN ใหม่ ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากประสบการณ์ในการให้บริการด้านการเชื่อมต่อ, การรักษาความมั่นคงปลอดภัย และการติดตั้งใช้งานแบบ Zero Touch ของ Aruba ที่มีอยู่ไปสู่ธุรกิจขนาดเล็กผ่านอุปกรณ์ Remote Access Point (RAP) ยอดนิยม

เดิมที SD-WAN นั้นถูกติดตั้งใช้งานภายในสาขาขนาดใหญ่และออฟฟิศหลักเพื่อจัดการกับความต้องการในการใช้งานแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพ, ความมั่นคงทนทาน และความปลอดภัยที่สูงยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดีในปัจจุบัน Hybrid Work ได้กลายเป็นรูปแบบการทำงานหลัก ที่บ้านของพนักงานและสาขาขนาดเล็ก จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการการส่งข้อมูลให้เป็นตามนโยบายที่กำหนดได้อย่างอัตโนมัติ และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้วยบริการ SASE ในรูปแบบ Cloud จาก Aruba SD-WAN ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการในการทำงานจากที่บ้านและภายนอกองค์กรที่กำลังเติบโตนี้ให้เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ, มั่นคงทนทาน และปลอดภัย โดย IDC ได้ประเมินว่าองค์กรในกลุ่ม G2000 กว่า 70% จะต้องมีการทำงานจากระยะไกลหรือทำงานในแบบ Hybrid-First และเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานไปโดยสิ้นเชิง (IDC, IDC FutureScape : Worldwide Future of Work Predictions, November 2021)

สำหรับองค์กรธุรกิจ กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการทำงานจากระยะไกลได้อย่างยืดหยุ่นนี้ก็คือการที่พนักงานที่ทำงานแบบ Hybrid สามารถเข้าถึงเครื่องมือ, แอปพลิเคชัน และความสามารถที่จำเป็นต่อการทำงานจากที่บ้านได้เสมือนกับทำงานในออฟฟิศ ซึ่งโซลูชัน EdgeConnect Microbranch สามารถตอบโจทย์นี้ได้ด้วยการเพิ่มบริการ SD-WAN และ SASE เข้าไปในการเชื่อมต่อ, การควบคุมการใช้งานตามสิทธิ, การบริหารจัดการ และการวิเคราะห์ข้อมูล ตามที่เคยได้รับบน Aruba RAP โดยไม่ต้องมีการเพิ่มอุปกรณ์ หรือ ติดตั้งซอฟต์แวร์ Agent ในอุปกรณ์ใดๆ ซี่งการที่ไม่ต้องเพิ่มอุปกรณ์ใดๆ ที่บ้านของพนักงาน, ออฟฟิศขนาดเล็ก หรือพื้นที่ชั่วคราวที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่และไม่มีบุคลากร IT ประจำอยู่นี้ก็ถือเป็นประเด็นที่สำคัญ อย่างเช่น การใช้งานในหน้าร้านชั่วคราว, จุดติดตั้ง Kiosk หรือ ศูนย์บริการสุขภาพเคลื่อนที่ เป็นต้น

บริการ EdgeConnect Microbranch ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยมุ่งเน้นการเอาชนะความท้าทายในการทำงานจากระยะไกลเป็นหลัก อย่างเช่น การรับประกันประสิทธิภาพในแง่การตอบสนองของแอปพลิเคชันในกลุ่ม Unified Communication and Collaboration (UCC) ในขณะที่ยังคงต้องมั่นใจได้ในความมั่นคงปลอดภัย และรองรับอุปกรณ์เครือข่ายที่ต้องการแบนด์วิดธ์สูงในจำนวนที่มากขึ้น

บริการของ EdgeConnect Microbranch ที่เปิดตัวมาใหม่นี้มีความสามารถที่หลากหลาย เช่น การทำ Policy-based Routing ที่ช่วยให้ฝ่ายไอทีสามารถทำการปรับปรุงเส้นทางการรับส่งข้อมูลของแอปพลิเคชันได้ และการทำ Air Slice ที่สามารถแบ่งส่วนสัญญาณของ AP ไปรองรับแอปพลิเคชันเฉพาะ เพื่อเพิ่มคุณภาพการเชื่อมต่อเครือข่ายด้วยการปรับให้ระบบ Video Conference ได้รับความสำคัญที่สูงกว่าระบบ Video เพื่อความบันเทิง และทำการส่งทราฟฟิกของระบบ Video Conferencing ตรงไปยังผู้ให้บริการ SaaS ที่ได้รับความเชื่อถือโดยไม่ต้องส่งกลับ Data Center เพื่อทำการตรวจสอบที่ไม่จำเป็น เป็นต้น

“EdgeConnect Microbranch ช่วยให้องค์กรมีแนวทางใหม่ที่ทันสมัยและรองรับผู้ใช้งานจำนวนมากในการทำงานจากระยะไกล และสร้างประสบการณ์การทำงานจากที่บ้านให้ทัดเทียมกับการทำงานในออฟฟิศได้” Larry Lunetta ผู้ดำรงตำแหน่ง VP of Solutions Portfolio Marketing แห่ง Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise กล่าว “ในขณะที่บางคนยังคงเชื่อว่า ความปลอดภัยเป็นความสามารถเดียวที่จะขยายไปถึง AP/Router ได้ ซึ่งโดยมากจะต้องมีการเพื่อเติมอุปกรณ์เพื่อการนี้ แต่ EdgeConnect Microbranch สามารถตอบโจทย์ทั้งหมดได้อย่างครอบคลุมด้วยการใช้แนวทางแบบ Cloud ทำให้บริการด้านระบบเครือข่ายทั้งหมดขององค์กรสามารถเพิ่มขยายไปสู่ระบบเครือข่ายที่บ้านได้อย่างครบถ้วนผ่าน Access Point เพียงชุดเดียวเท่านั้น”

ด้วยการเสริมประสบการณ์การทำงานจากที่บ้านผ่าน RAP ด้วยความสามารถ SD-WAN นี้ ทำให้ EdgeConnect Microbranch กลายเป็นโซลูชันในอุดมคติสำหรับการทำงานแบบ Hybrid เช่น การทำงานในระบบ Contact Center, การให้บริการ Telehealth และการบริหารจัดการระบบไอที ซึ่งความต่อเนื่องในการเชื่อมต่อและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยล้วนเป็นสิ่งสำคัญ

EdgeConnect Microbranch คือโซลูชันชั้นนำของวงการที่เหนือกว่าแนวทางแบบดั้งเดิมซึ่งเคยต้องติดตั้งอุปกรณ์จำนวนมากภายในออฟฟิศขนาดเล็กหรือที่บ้าน เพื่อนำเสนอบริการ SD-WAN และ SASE หรือเมื่อเทียบกับระบบทั่วไปที่มักใช้อุปกรณ์ในระดับผู้บริโภคสำหรับรองรับการทำงานเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งขาดทั้งความสามารถในการบริหารจัดการและการทำงานที่ครอบคลุม

รวมความสามารถใหม่และคุณประโยชน์จาก SD-WAN ได้ โดยไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์ Gateway เพิ่มเติม

  1. Policy-based Routing: ช่วยให้ฝ่ายไอทีให้บริการแอปพลิเคชันได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงปลอดภัยบนนโยบายที่กำหนดเอาไว้และบังคับใช้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้สอดรับต่อ Service-Level Agreement (SLA) สำหรับแอปพลิเคชัน, เว็บไซต์ และกลุ่มของผู้ใช้งานที่ต้องการ
  2. Tunnel and Route Orchestration: ปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบเครือข่ายด้วยการจัดการ VPN Tunnel ได้ตามต้องการ และปรับเปลี่ยนเส้นทางการรับส่งข้อมูลไปใช้งานเส้นทางที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดโดยอัตโนมัติ
  3. SASE Integration: ให้บริการการเชื่อมต่อที่มั่นคงปลอดภัยไปยังบริการ Cloud Security อย่างเช่น Zscaler โดยตรงผ่าน AP โดยมี Aruba Central คอยบริหารจัดการการเชื่อมต่อและการตั้งค่าจากศูนย์กลาง
  4. Enhanced WAN Visibility: แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานด้วยการอัปเดตข้อมูลด้านความพร้อมในการให้บริการ, สัดส่วนการใช้งาน, และปริมาณการใช้งานของ WAN ด้วยการตรวจสอบ Latency, Jitter และประเด็นปัญหาในการเชื่อมต่ออื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อ ISP ที่เดิมทีฝ่ายไอทีไม่สามารถตรวจสอบได้มาก่อน
  5. ความสามารถเหล่านี้ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากความสามารถเดิมของโซลูชัน Aruba Remote Access ได้แก่:
    1. Traffic Prioritisation: แบ่งคลื่นสัญญาณให้กับแอปพลิเคชันหนึ่งๆ และปรับเปลี่ยนการจัดสรรนี้เมื่อเซสชันของแอปพลิเคชันนั้นเริ่มต้นหรือจบลง
    2. Massive Scalability: สนับสนุนการติดตั้งใช้งานแบบ Zero Touch และบริหารจัดการผู้ใช้งานได้หลายหมื่นรายผ่านบริการ Cloud ของ Aruba Central และ AOS 10
    3. Improved Uptime and Reliability: ใช้เครื่อข่ายโทรศัพท์เคลื่อที่เป็นเส้นทางสำรองได้ผ่าน USB ในกรณีที่การเชื่อมต่อไปยังที่บ้านหรือออฟฟิศขนาดเล็กผ่าน ISP ขาดหายไป

    “เมื่อแนวโน้มการทำงานจากระยะไกลกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายไอทีจะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบการเชื่อมต่อให้ได้อย่างมั่นใจ, การบริหารจัดการให้ได้อย่างง่ายดาย และการปกป้องทุกการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันหรือข้อมูลสำคัญให้มั่นคงปลอดภัยสำหรับพนักงานทุกคนจากทุกสถานที่” Chris DePuy นักวิเคราะห์เทคโนโลยีแห่ง 650 Group กล่าว “การเพิ่มขยายเฟรมเวิร์ค Zero Trust และ SASE ไปยังที่บ้านหรือออฟฟิศขนาดเล็กได้นี้จะมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากต่อองค์กรที่ต้องการมุ่งไปสู่การทำงานแบบ Hybrid Workplace”

    ราคาและการวางจำหน่ายโซลูชัน Aruba EdgeConnect Microbranch นี้เปิดให้ใช้งานได้แล้วในแบบ Early Access และเปิดให้ใช้งานได้ทั่วไปในเดือนมีนาคมปีหน้าสำหรับทุกอุปกรณ์ AP ที่ใช้งาน ArubaOS 10 ซึ่งติดตั้ง Foundation AP License (รวมถึง AP ที่รองรับซึ่งถูกใช้งานและบริหารจัดการด้วย Central) Aruba Central Foundation License จะวางจำหน่ายที่ราคา $145 ต่อ AP ในส่วนราคาของอุปกรณ์ AP จะแตกต่างกันออกไปในแต่ละรุ่น โดยจะมีราคาเริ่มต้นที่ $575.00 สำหรับ รุ่น Aruba 303H Series

    เกี่ยวกับ Aruba บริษัทในเครือฮิวเล็ตแพ็กการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์

    Aruba บริษัทในเครือฮิวเล็ตแพ็กการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์เป็นผู้นำระดับโลกทางด้านโซลูชันระบบเครือข่ายแบบ Edge-to-Cloud ที่มีความมั่นคงปลอดภัยและความชาญฉลาดซึ่งใช้ AI เพื่อบริหารจัดการระบบเครือข่ายแบบอัตโนมัติและใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ทรงพลัง ด้วย Aruba ESP (Edge Services Platform) และทางเลือกในแบบ as-a-service ทำให้ Aruba สามารถใช้แนวทางแบบ Cloud-Native เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถตอบโจทย์ความต้องการในการเชื่อมต่อเครือข่าย, การรักษาความมั่นคงปลอดภัย และประเด็นทางการเงินสำหรับระบบเครือข่ายภายในพื้นที่ทำงาน, สาขา, ศูนย์ข้อมูล และการทำงานจากระยะไกลได้อย่างครบถ้วน ครอบคลุมทั้งระบบเครือข่ายแบบมีสาย, ไร้สาย และ Wide Area Network (WAN)

    แหล่งที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/3283807

NIA ดึง ธกส. หนุนทุน 6 สตาร์ทอัพเกษตรไทย ตั้งเป้าปรับภาคเกษตรไทยปี 65

NIA ดึง ธกส. หนุนทุน 6 สตาร์ทอัพเกษตรไทย ตั้งเป้าปรับภาคเกษตรไทยปี 65

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า เอ็นไอเอ และ ธ.ก.ส. มีร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมภาคเกษตรมาโดยตลอด เช่น การจัดทำโครงการนวัตกรรมดี ไม่มีดอกเบี้ย เพื่อรับชำระดอกเบี้ยแทนให้แก่สตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ การร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้

การสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านการเกษตรตลอดห่วงโซ่การผลิตให้กับเกษตรกร ธุรกิจชุมชน การพัฒนาผู้ประกอบการภาคเกษตรและสตาร์ทอัพ เนื่องจาก เอ็นไอเอ เล็งเห็นว่า การเกษตรอัจฉริยะ จะเป็นหนึ่งในเทรนด์นวัตกรรมที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในอนาคต เพราะประชากรหลายล้านคนของประเทศอยู่ในห่วงโซ่การผลิต

ของอุตสาหกรรมการเกษตรทั้งเกษตรกร SME Startup และบริษัทขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันยังมีธุรกิจนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาของเกษตรกร เช่น ปัญหาราคาผลผลิต หรือความไม่แน่นอนของสภาวะทางธรรมชาติ ไม่เพียงพอกับความต้องการ ทำให้การเกษตรไทยเติบโตได้ในระดับปานกลางเท่านั้น

เอ็นไอเอ จึงมีการผลักดันให้เกิดการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเชิงลึก มาใช้เพิ่มขีดความสามารถในการผลิต การจัดการสินค้าเกษตร และการพัฒนาทรัพยากรการเกษตรร่วมกับการสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการเกษตรของแต่ละพื้นที่ และนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด โดยมีนโยบายที่ชัดเจนในการบ่มเพาะ และเร่งสร้างสตาร์ทอัพด้านเกษตร ให้เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมภาคเกษตรโดยใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่ต้องการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

ภาพ : https://www.itday.in.th/wp-content/uploads/2021/12/%E0%B8%94%E0%B8%A3.%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88-%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%8C-%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99.jpg

“การจัดตั้งกองทุนนี้ของ ธกส. นับได้ว่าเป็นการสร้างความตื่นตัวให้กับระบบนิเวศสตาร์ทอัพด้านการเกษตร และเป็นแรงผลักดันที่สำคัญในการเพิ่มจำนวนสตาร์ทอัพเกษตรมากขึ้น และหลากหลายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคลื่นต่อไปที่จะมุ่งไปในกลุ่มของเทคโนโลยีเชิงลึก ที่เป็นการส่งต่อของการทำงานร่วมกันตามกลยุทธ์การทำงานของ เอ็นไอเอ

คือ Groom จุดประกายแนวคิดนวัตกรรมเร่งส้างสตาร์ทอัพด้านการเกษตร Grant การสนับสนุนทุนต่อยอดโครงการนวัตกรรม 1.5–5 ล้านบาท และ Growth เชื่อมประสานการขยายตลาดใหม่ ๆ และการลงทุน โดย 6 สตาร์ทอัพ ที่มีศักยภาพ นำนวัตกรรมมาช่วยแก้ปัญหาให้ตรงจุด

ซึ่งผ่านการบ่มเพาะและได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก เอ็นไอเอ และล่าสุดได้ผ่านการคัดเลือกเพื่อต่อยอดการเติบโตสู่โครงการร่วมลงทุน (Venture Capital) กับกองทุนของ ธ.ก.ส. ได้แก่

ภาพ : https://www.itday.in.th/wp-content/uploads/2021/12/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A-_-NIA_%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AD-%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99-6-%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3-%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88-%E0%B8%98%E0%B8%81%E0%B8%AA.-%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C-1.png

  • Farmbook แพลตฟอร์มที่ช่วยเกษตรกรวางแผนการผลิตให้สัมพันธ์กับความต้องการของตลาด ในลักษณะซื้อขายล่วงหน้า เชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกรไปยังกลุ่มตลาดภาคธุรกิจสำคัญ เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร โรงแรม ช่วยให้เกษตรกรมีตลาดล่วงหน้าพร้อมวางแผนการผลิตให้ตรงกับความต้องการ ช่วยแก้ไขปัญหาราคาตกต่ำ และการผลิตสินค้าเกษตรล้นตลาดได้ Farmbook ได้รับรางวัลชนะเลิศสาขาธุรกิจเกษตรดิจิทัล จากโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพการเกษตร Inno4Farmers และได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการนวัตกรรมเพื่อสังคมจาก เอ็นไอเอ ล่าสุดได้รับการร่วมลงทุนจาก ธ.ก.ส. 15 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 11.10 % จากมูลค่ากิจการ 135 ล้านบาท

ภาพ : https://www.itday.in.th/wp-content/uploads/2021/12/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A-_-NIA_BIO-MATLINK-%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AD-%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99-6-%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3-%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88-%E0%B8%98%E0%B8%81%E0%B8%AA.-%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C-4.jpg

  • BioMatLink ระบบบริหารการดูแลการปลูกมันสำปะหลังครบวงจร พร้อมประกันราคาแบบครบวงจร โดยเริ่มตั้งแต่เกษตรกรสมาชิกปรับปรุงกระบวนการปลูกให้ได้มันสำปะหลังมีคุณภาพมากขึ้น และจับคู่ตลาดโรงงานแบบมีประกันราคาไม่ต่ำกว่า 2 บาทต่อกิโลกรัม โดยขึ้นตามเปอร์เซนต์แป้งที่เกษตรกรผลิตได้อย่างเป็นธรรม เชื่อมโยงจุดรับซื้อ และลานตากคัดคุณภาพ ได้เป็นสินค้ามันเส้นเกรดพรีเมี่ยมส่งตรงถึงโรงงานได้ตลอดทั้งปี BioMatLink ได้รับรางวัลรองชนะเลิศสาขาธุรกิจเกษตรดิจิทัล จากโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพการเกษตร Inno4Farmers และได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการนวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจจาก เอ็นไอเอ ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และประเมินทรัพย์สิน (Due diligence) เพื่อรับการร่วมลงทุนกับ ธ.ก.ส. ต่อไป
  • SuperCrop ระบบชุดควบคุม และเซ็นเซอร์ด้วยเทคโนโลยีไอโอทีสำหรับการบริหารจัดการเกษตรอัจฉริยะ ที่มีความแม่นยำด้วยการจัดเก็บข้อมูลต่าง มาสร้างโมเดล AI โดยใช้ Machine Learning สำหรับการควบคุมการเจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิดได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ เคยเข้าร่วมโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพการเกษตร Inno4Farmers กับ เอ็นไอเอ จึงได้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ทำให้มีผลการพัฒนาเกษตรกรอัจฉริยะได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น จนผ่านเข้ารอบการพิจารณาการร่วมลงทุนกับ ธกส. และขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และประเมินทรัพย์สิน (Due diligence)

ภาพ : https://www.itday.in.th/wp-content/uploads/2021/12/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A-_-NIA_E-CATT-%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AD-%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99-6-%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3-%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88-%E0%B8%98%E0%B8%81%E0%B8%AA.-%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C-6.jpg

  • e–Catt แพลตฟอร์มการตรวจสอบย้อนกลับ ซื้อขาย และแปลงโคเนื้อเป็นทุนแบบครบวงจร ด้วยการออกแบบระบบการเลี้ยงโคที่ตรวจสอบทุกขั้นตอน ทำให้ธนาคาร บริษัทประกันภัย ตลอดจนผู้ซื้อโคเนื้อ สามารถเข้าถึงข้อมูลการเลี้ยงโคของเกษตรกรรายย่อยได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และทั่วถึง สามารถประเมินเมินความเสี่ยงของเกษตรกรโคเนื้อแต่ละรายได้อย่างแม่นยำ ทำให้โคเนื้อกลายเป็นสินทรัพย์ที่ตรวจสอบได้ และสามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้กับธนาคารได้ e-Catt ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการนวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจ จาก เอ็นไอเอ และขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และประเมินทรัพย์สิน (Due diligence) เพื่อรับการร่วมลงทุนกับ ธ.ก.ส. ต่อไป

ภาพ : https://www.itday.in.th/wp-content/uploads/2021/12/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A-_-NIA_%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AD-%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99-6-%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3-%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88-%E0%B8%98%E0%B8%81%E0%B8%AA.-%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C-17.jpg

  • Herbs Starters แพลตฟอร์มพัฒนาธุรกิจและสร้างนวัตกรรมตลาดสินค้าเกษตรเพื่อชุมชน ผู้ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (one stop service) สำหรับเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าแปรรูปที่ต้องการพัฒนาแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของตัวเองให้ได้มาตรฐาน และสามารถส่งออกได้ เป็นการสร้างช่องทางการขายใหม่ ๆ ให้แก่เกษตรกร รวมถึงช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างมีระบบ Herbs Starters เข้าร่วมโครงการ AgTech4OTOP และAgTech Connext กับ เอ็นไอเอ และขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ประเมินทรัพย์สิน (Due diligence) เพื่อรับการร่วมลงทุนกับ ธ.ก.ส. ต่อไป
  • GaoRai แพลตฟอร์มเชื่อมต่อเกษตรกรกับนักขับโดรนเพื่อการเกษตร โดยมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่มีความแม่นยำ มีระบบจองคิวที่ใช้งานง่าย อีกทั้งยังมีประวัติเกษตรกร และนักขับโดรน ซึ่งช่วยในการติดตามความคืบหน้าและเสริมความสามารถในการผลิตและคุณภาพโดยรวมของพืชผล และดิน เก้าไร่เข้าร่วมโครงการ AgTech Connext กับ เอ็นไอเอ ที่แสดงให้เห็นการขยายผลการใช้งานกับเกษตรกรในหลายจังหวัด พร้อมขยายไปได้ทั่วประเทศและอาเซียน ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และประเมินทรัพย์สิน (Due diligence) เพื่อรับการร่วมลงทุนกับ ธ.ก.ส. ต่อไป

แหล่งที่มา : https://www.itday.in.th/nia-draws-baac-to-support-6-thai-agricultural-startups-set-targets-to-adjust-the-thai-agricultural-sector-in-65/

พบกับ Samsung Business Experience Store แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เซ็นทรัลเวิลด์

พบกับ Samsung Business Experience Store แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เซ็นทรัลเวิลด์

ภาพ : https://s.isanook.com/hi/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hpLzAvdWQvMzA5LzE1NDgzMDkvc2Ftc3VuZ2J1c2luZXNzZXhwZXJpZW5jZXNfMi5qcGc=.jpg

ซัมซุง เดินหน้าเจาะตลาดกลุ่มธุรกิจองค์กร ยึดทำเลใจกลางเมือง ผุด Samsung Business Experience Store แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อเป็นศูนย์กลางจัดแสดงผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยเฉพาะ ที่มาพร้อมกับการบริการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงบริการหลังการขายอย่างครบครัน สมฐานะความเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดลูกค้าองค์กรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอย่างแท้จริง

ภาพ : https://s.isanook.com/hi/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hpLzAvdWQvMzA5LzE1NDgzMDkvNTA5Mzk3LmpwZw==.jpg

นางสาวสัณห์ฤทัย ดุษฎีวิวัฒน์ หัวหน้าฝ่ายขายกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า “วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ถือว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศไทย โดยจากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ในปี 2564 มีจำนวนผู้ประกอบการทั้งสิ้น 3,134,442 ราย หรือนับเป็นมากกว่าร้อยละ 99.54 ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมด รวมถึงมีการจ้างงานสูงถึง 12,714,916 คน หรือร้อยละ 72.94 ของอัตราการจ้างงานโดยรวม”

ซึ่งจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทำให้รูปแบบการทำงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว (Digital Disruption) ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการ SME เล็งเห็นถึงความจำเป็นและความสำคัญของการนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยในการปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคพร้อมสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทั้งในด้านสินค้าและบริการ

ภาพ : https://s.isanook.com/hi/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hpLzAvdWQvMzA5LzE1NDgzMDkvNzQ2MzMyLmpwZw==.jpg

นางสาวสัณห์ฤทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันเรากำลังเข้าสู่ยุค Next Normal อย่างเต็มตัว ผู้ประกอบการจำนวนมากได้ตัดสินใจลงทุนเพื่อเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ด้วยเหตุนี้ ซัมซุง ในฐานะแบรนด์ที่นำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กรที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งมาพร้อมกับโซลูชันด้านการจัดการและความปลอดภัยแบบครบวงจร จึงได้เตรียมความพร้อมเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ ด้วยการเปิด Samsung Business Experience Store แห่งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ รวมถึงยังเป็นแห่งที่สองของทวีปเอเชีย และแห่งที่สามของโลก นอกเหนือจากประเทศอังกฤษ และตุรกีอีกด้วย”

“Samsung  Business Experience Store จะจัดแสดงพร้อมจำหน่ายสมาร์ทดีไวซ์และโซลูชันสำหรับธุรกิจ SME โดยมุ่งเน้นที่ธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจด้านบริการ และธุรกิจที่ต้องรองรับการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Working) ซึ่งสโตร์แห่งนี้จะทำให้ผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจได้เห็นศักยภาพของการใช้งานเทคโนโลยี ที่จะมาช่วยให้การทำงานเป็นไปได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว และเป็นระบบได้อย่างชัดเจนมากขึ้นก่อนทำการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์รูปแบบธุรกิจได้อย่างดีที่สุด” นางสาวสัณห์ฤทัย กล่าวปิดท้าย

Samsung Business Experience Store ตั้งอยู่เป็นส่วนหนึ่งของ Samsung Experience Store ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยแบ่งการจัดแสดงผลิตภัณฑ์และโซลูชันเป็นทั้งหมด 3 โซน ได้แก่

ภาพ : https://s.isanook.com/hi/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hpLzAvdWQvMzA5LzE1NDgzMDkvc2Ftc3VuZ2J1c2luZXNzZXhwZXJpZW5jZXNfMS5qcGc=.jpg

โซนที่ 1: ผลิตภัณฑ์และโซลูชันสำหรับธุรกิจรูปแบบไฮบริด ภายใต้คอนเซปต์ ‘The day of Rugged Journey’ ที่จะนำหลากหลายผลิตภัณฑ์ในตระกูล Rugged Device ไม่ว่าจะเป็น XCover 5, XCover Pro, Tab Active 3, Tab Active pro ที่มีคุณสมบัติพิเศษด้านความทนทาน นวัตกรรม มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง และแพลตฟอร์มที่เปิดกว้างสามารถเชื่อมต่อกับบริการของพาร์ทเนอร์ได้มาจัดแสดงไว้ในที่เดียว

ซึ่งผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานแบบไฮบริดที่เติบโตขึ้นเป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก (Retail) ธุรกิจธนาคาร (Banking FSI) ธุรกิจด้านสุขภาพ (Health Care) เช่น Wellness Center และ telehealth ธุรกิจขนส่ง (Logistics) และธุรกิจด้านการศึกษา (Education) ผ่านการทำงานร่วมกับฟีเจอร์และโซลูชัน อย่าง Microsoft Office Suite บน Samsung DeX ที่จะทำให้เครื่องมือการทำงานต่างๆ อาทิ Microsoft Office, Microsoft Teams หรือ Microsoft365 พร้อมใช้งานทั้งบนสมาร์ทดีไวซ์ รวมถึงเชื่อมต่อกับหน้าจอเพื่อการใช้งานแบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำให้ทุกการทำงานเป็นไปอย่างลื่นไหลไร้รอยต่อ

ภาพ : https://s.isanook.com/hi/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hpLzAvdWQvMzA5LzE1NDgzMDkvc2Ftc3VuZ2J1c2luZXNzZXhwZXJpZW5jZXMuanBn.jpg

โซนที่ 2: ผลิตภัณฑ์และโซลูชันสำหรับจัดการธุรกิจด้านร้านอาหาร ที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Samsung Galaxy Tab Active3 ผลิตภัณฑ์สมาร์ทแท็บเล็ต Rugged Device ที่มีจุดเด่นในด้านประสิทธิภาพการทำงานอันทรงพลัง และความแข็งแรงทนทาน พร้อมใช้งานในทุกสภาพแวดล้อม กับ Ocha แอปพลิเคชันบริหารจัดการร้านอาหารแบบ Point Of Sale (POS) อันดับ 1 ในประเทศไทย เพื่อให้บริการด้านระบบการขายหน้าร้าน ที่จะมีการเก็บข้อมูล
การขาย สต็อกสินค้า และข้อมูลการบันทึกค่าใช้จ่าย เมื่อมีการขายสินค้าและบริการ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารสามารถจัดการร้านได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โซนที่ 3: ผลิตภัณฑ์และโซลูชันสำหรับธุรกิจด้านบริการ ด้วย Smart Queue Solution ระบบจัดการคิวจาก P&P Electronics ที่พร้อมตอบสนองความต้องการ และรองรับธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ร้านค้าขนาดเล็ก องค์กรขนาดใหญ่ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งโซลูชันนี้จะทำงานร่วมกับ Samsung Galaxy Tab Active3 หรือ Samsung Tab Active Pro เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ ด้วยความสามารถในการบริหารจัดการเวลาได้อย่างเป็นระบบ การจัดการสถิติข้อมูลการเข้ารับบริการของลูกค้าอย่างละเอียดรวดเร็ว พร้อมทำงานได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งทำให้เกิดความยืดหยุ่นและรองรับกระบวนการการทำงานได้หลากหลายรูปแบบ

พบกับประสบการณ์ใหม่ของนวัตกรรมและเทคโนโลยีสำหรับกลุ่มธุรกิจองค์กรได้ที่ Samsung Business Experience Store ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 4 โซน Atrium ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-689-3277

แหล่งที่มา : https://www.sanook.com/hitech/1548309/