เผย 4 แบรนด์สมาร์ตโฟนใหญ่ คอนเฟิร์มใช้ชิปเซต Dimensity 9000

เผย 4 แบรนด์สมาร์ตโฟนใหญ่ คอนเฟิร์มใช้ชิปเซต Dimensity 9000

ภาพ : https://s.isanook.com/hi/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hpLzAvdWQvMzA5LzE1NDgwMDEvMi5qcGc=.jpg

ในเดือนพฤศจิกายน MediaTek ได้เปิดตัวชิปเรือธงประจำปี 2022 Dimensity 9000 5G และล่าสุดมีการยืนยันรายชื่อบริษัทผู้ผลิตสมาร์ตโฟนที่จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้ใช้ชิป SoC รุ่นนี้แล้ว ได้แก่ OPPO, Vivo, Xiaomi และ Honor โดยทั้ง 4 แบรนด์จะเปิดตัวสมาร์ตโฟนที่ใช้ชิปดังกล่าวในไตรมาสที่ 1 ปี 2022

Dimensity 9000 เป็นชิปเซต 5G ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี 4 นาโนเมตรของ TSMC ทำให้มีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานมากขึ้น ทั้งติดตั้งชิป 5G ตัวใหม่รองรับย่านความถี่ sub-6GHz และเป็นชิปเซตสมาร์ตโฟนรุ่นแรกที่รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.3

รองประธานของ OPPO เปิดเผยว่า OPPO ตระกูล Find X จะเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นแรกที่เปิดตัวพร้อม Dimensity 9000 ซึ่งคาดว่าจะเป็นรุ่น Find X4 ในขณะที่ Find X4 Pro จะใช้ชิป Snapdragon 8 Gen 1

ทางด้านรองประธานของ Xiaomi ก็ยืนยันว่าไลน์อัป Redmi K50 จะเป็นสมาร์ตโฟนที่มาพร้อมชิปรุ่นดังกล่าว แม้ทางบริษัทยังไม่บอกว่า Redmi K50 รุ่นใดที่จะใช้ Dimensity 9000 แต่คาดการณ์ว่า K50 Gaming จะเป็นรุ่นที่ได้ใช้ชิปเรือธงตัวใหม่ของ MediaTek ไป

สำหรับ Vivo และ Honor ยังไม่มีการประกาศว่า อุปกรณ์รุ่นใดที่จะเปิดตัว แต่ทั้ง 2 แบรนด์ได้บอกใบ้ว่า สมาร์ตโฟนรุ่นต่อไปจะเป็นสมาร์ตโฟน 5G รุ่นเรือธงรุ่นใหม่ (new generation 5g mobile phone) ที่มีประสิทธิภาพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อผลักดันความสามารถด้าน 5G และนวัตกรรม

แหล่งที่มา : https://www.sanook.com/hitech/1548001/

Metaverse มาแรง! Kaspersky แนะเตรียมพร้อมปกป้องข้อมูลตัวตนดิจิทัล

Metaverse มาแรง! Kaspersky แนะเตรียมพร้อมปกป้องข้อมูลตัวตนดิจิทัล

ภาพ : https://s.isanook.com/hi/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hpLzAvdWQvMzA5LzE1NDc5ODUva2FzcGVyc2t5LmpwZw==.jpg

หลังจาก Facebook เปลี่ยนชื่อเป็น Meta ทั่วโลกต่างพูดถึง “เมตาเวิร์ส” meta-universes หรือ metaverse แบรนด์ต่างประเทศและประเทศต่างๆ กำลังวางแผนจะเปิดสำนักงานและดำเนินโครงการในโลกเสมือนจริง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า metaverse ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยมีการกล่าวโยงถึง Fortnite, Microsoft, Roblox, Minecraft, Balenciaga และ Nike รวมถึงในเทคโนโลยี AR และ VR

คำว่า metaverse เป็นคำที่คิดขึ้นมาโดย นีล สตีเวนสัน (Neal Stevenson) ในนวนิยายเรื่อง Snow Crash ในปี 1992 ซึ่งกล่าวถึง metaverse ว่าเป็นการพัฒนาอินเทอร์เน็ตขั้นตอนต่อไป เป็นโลกดิจิทัลที่รวมโลกกายภาพเข้ากับ augmented reality และ virtual reality

ผู้คนสามารถเชื่อมต่อกับ metaverse เป็นรูปอวาตาร์และทำทุกอย่างราวกับว่ากำลังอยู่ในโลกแห่งความจริง ทั้งค้นหาข้อมูล สื่อสารพูดคุย ช้อปปิ้งและไปทำงาน แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถหลีกหนีจากความเป็นจริงและอาศัยอยู่ในจักรวาลเสมือนจริงได้ อวตารของมนุษย์ใน metaverse สามารถเป็นอะไรก็ได้ตามต้องการ สามารถเป็นเจ้าของสิ่งใดด็ได้ และความตายไม่ได้มีความหมายเหมือนกับในโลกแห่งความเป็นจริง

ตัวอย่างบางส่วนของโลกดิจิทัลในวัฒนธรรมสมัยนิยม ก็คือ ภาพยนตร์ไตรภาค The Matrix หรือ Ready Player One ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับเกมออนไลน์ OASIS ที่มีผู้เล่นหลายคนได้กลายเป็นอะนาล็อกของ metaverse

นอกจากจักรวาลที่แยกจากกันแล้ว ภาพเสมือนจริงก็ค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริงสมัยใหม่ไปแล้ว ในสหรัฐอเมริกา มีการเปิดตัวรายการ Alter Ego ซึ่งผู้เข้าแข่งขันร้องเพลงที่ด้านหลังเวที และให้เทคโนโลยีการจับภาพเคลื่อนไหวสร้างภาพอวาตาร์ดิจิทัลแทนที่ตัวเอง

ความจริงที่ว่า metaverse เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของอนาคต แคสเปอร์สกี้ขอเน้นย้ำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคำนึงถึงความปลอดภัยของอวาตาร์ดิจิทัลและภัยคุกคามที่อาจเกี่ยวข้องกับ Metaverse ดังต่อไปนี้

การโจรกรรมข้อมูลตัวตนและการยึดบัญชีโดยอะนาล็อกเข้ากับโซเชียลเน็ตเวิร์กและเกมที่มีผู้เล่นหลายคน ซึ่งอาจทำให้เกิด

  • การสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล (เช่น ข้อมูลการติดต่อ หรือ meta-analogue) ซึ่งอาจนำไปสู่การแบล็กเมล์
  • การขโมยสกุลเงินเสมือน เงินตราจริง หรือเงินคริปโตจากบัตรและวอลเล็ตที่เชื่อมโยงกับบัญชีหรือสิ่งของเสมือนจริงราคาแพง เช่น สกินหรือเครื่องแต่งกาย
  • การใช้อวาตาร์เพื่อฉ้อโกง เช่น การขอยืมเงินจากเพื่อนและครอบครัว

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีป้องกันบัญชี Steam ได้ที่บล็อกของแคสเปอร์สกี้ https://www.kaspersky.com/blog/steam-privacy-security/33981/

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือเรื่องวิศวกรรมสังคม (social engineering) เช่นเดียวกับบริการแอปหาคู่ จะต้องมีอะนาล็อกของ metaverse ที่มีความคล้ายคลึงกัน ผู้คนในโลกเสมือนจริงอาจไม่ได้เป็นอย่างที่บอกไว้ หรืออาจไม่ได้มีเจตนาที่ดี ซึ่งสามารถนำไปสู่

  • แผนการตกเหยื่อ (catfishing) การแอบอ้างหรือสร้างตัวตนปลอมเพื่อพูดคุยปฏิสัมพันธ์
  • การสะกดรอยตามและกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (stalking and doxing) แคสเปอร์สกี้และเอ็นแท็บได้พัฒนาหลักสูตรเกี่ยวกับวิธีการป้องกันตัวเองและจัดการกับการล่วงละเมิด
  • อันตรายอื่นๆ ขณะที่เปลี่ยนจากโลกเสมือนจริงไปสู่โลกแห่งความจริง

แหล่งที่มา : https://www.sanook.com/hitech/1547985/

Dell Technologies เผยข้อมูลเชิงลึกช่วยองค์กรธุรกิจทั่วเอเชียแปซิฟิก และญี่ปุ่นเคลื่อนผ่านการทำงานแบบไฮบริด เวิร์ก

Dell Technologies เผยข้อมูลเชิงลึกช่วยองค์กรธุรกิจทั่วเอเชียแปซิฟิก และญี่ปุ่นเคลื่อนผ่านการทำงานแบบไฮบริด เวิร์ก

ภาพ : https://www.dailytech.in.th/wp-content/uploads/2015/11/DELL.jpeg

ผู้เชี่ยวชาญชี้ 3 กุญแจหลักเพื่ออนาคตการทำงานแบบไฮบริด (hybrid work future) ที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืน ประกอบด้วย ความเป็นผู้นำ (Leadership) การวางโครงสร้างที่ดี (Structure) และวัฒนธรรมภายใน (Culture)

  • ในสภาพแวดล้อมการทำงานแบบผสมผสาน หรือไฮบริด เวิร์ก เสียงเรียกร้องเพื่อให้องค์กรธุรกิจต่างๆ ใช้ความเอาใจใส่และความตั้งใจนำหน้าในการดำเนินการ คือสิ่งมีความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา
  • เมื่อออกแบบโครงสร้างการทำงานแบบไฮบริด เวิร์ก ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า one-size-fits-all
  • องค์กรไม่ควรมีแนวคิดหรือมองว่ากิจกรรมเพื่อการสร้างวัฒนธรรมภายในเป็นเพียงกีฬาทางเลือก

เดลล์ เทคโนโลยีส์ เผยข้อมูลเชิงลึกที่จะช่วยให้องค์กรธุรกิจต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น (APJ) นำพาทีมมุ่งไปสู่อนาคตของรูปแบบการทำงานแบบไฮบริด (hybrid work future) รายงานที่ชื่อว่า Leading the Next Hybrid Workforce นี้เผยข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อเสริมรายละเอียดเพิ่มเติมต่อยอดจากผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัยดัชนีชี้วัดความพร้อมของการทำงานจากระยะไกล หรือ Remote Work Readiness (RWR) Index ที่เปิดเผยไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

รายงานฉบับนี้มุ่งศึกษาบทบาทขององค์กรธุรกิจในการออกแบบอนาคตของการทำงานในรูปแบบไฮบริด รวมทั้งยังรวบรวมข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ พร้อมทั้งคำแนะนำที่มาจากผู้เชี่ยวชาญสี่คน ได้แก่ ดร.จูเลียน วอเตอร์ส-ลินช์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัย RMIT ประเทศออสเตรเลีย รวมถึง โรเชลล์ คอปป์ ที่ปรึกษาด้านการจัดการประเทศญี่ปุ่น ดร.ราชิมา ราจา อาจารย์ผู้บรรยายจาก National University of Singapore (NUS) ประเทศสิงคโปร์ และ มัลลอรีย์ ลูน ผู้ร่วมก่อตั้ง Work Inspires ในประเทศมาเลเซีย

“ด้วยรูปแบบการทำงานในปัจจุบันที่ไม่ได้ยึดติดอีกต่อไปกับทั้งสถานที่และช่วงเวลา องค์กรธุรกิจต้องหันมาให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ได้ รวมทั้งต้องมีความพร้อมในการที่จะเข้าไปช่วยพนักงานให้ประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของการเป็นมืออาชีพและทั้งในบทบาทส่วนตัวอย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะทำงานจากที่ใดก็ตาม ในขณะที่พนักงาน 8 ใน 10 คนทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมทั้งประเทศญี่ปุ่นแสดงความพร้อมสำหรับการทำงานแบบรีโมท เวิร์กในระยะยาว แต่ก็ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข” นายนพดล ปัญญาธิปัตย์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าว “ในเวลาที่เราก้าวเข้าสู่อนาคตของการทำงาน เราหวังว่าข้อมูลเชิงลึกและการเรียนรู้ต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้องค์กรสามารถ กำหนดรูปแบบพนักงานแบบไฮบริดที่พร้อมสำหรับทุกความต้องการทางธุรกิจได้”

ภาพ : https://www.dailytech.in.th/wp-content/uploads/2015/10/DELL.jpg

รายงานเชิงลึก Leading the Next Hybrid Workforce ของเดลล์ เทคโนโลยีส์ สรุปภาพของสิ่งสำคัญหลักสามประการที่องค์กรธุรกิจต้องให้ความสำคัญเนื่องจากทั้งสามนี้วางเรียงเป็นรากฐานสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จและความยั่งยืนของการตระเตรียมการทำงานแบบผสมผสานหรือไฮบริด เวิร์ก ซึ่งได้แก่ ความเป็นผู้นำ (Leadership) โครงสร้างที่ดี (Structure)และวัฒนธรรมภายใน (Culture)

ภาพ : https://www.dailytech.in.th/wp-content/uploads/2021/11/dell-technologies-hybrid-work-future-1.png

ความตั้งใจมุ่งมั่น 1: นำองค์กรด้วยการเอาใจใส่และตั้งใจ

ผู้เชี่ยวชาญทั้งสี่คนต่างเน้นย้ำว่าผู้นำ คือผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการประกอบและหลอมรวมชิ้นส่วนต่างๆ ของอนาคตการทำงานแบบไฮบริดเวิร์กเข้าด้วยกัน ผู้นำจำเป็นต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานและการเปลี่ยนแปลงเชิงนวัตกรรมขึ้นภายในองค์กรอย่างชัดเจนเพื่อการเดินหน้าต่อไป กระนั้นยังแสดงออกถึงการเอาใจใส่และความเห็นอกเห็นใจต่อการพยายามที่พนักงานอาจเผชิญอยู่ อาทิ การขาดการสื่อสารแบบตัวต่อตัว ตลอดไปจนถึงเส้นแบ่งที่ลางเลือนระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว

นอกจากนี้ ผู้นำยังต้องพยายามสร้างความไว้วางใจกับพนักงานและยอมรับทัศนคติ (mindset) ที่ขับเคลื่อนด้วยผลลัพธ์เพื่อหลีกเลี่ยงการตกหลุมพรางของการจัดการที่เรียกว่าไมโครแมเนจเม้นต์ หรือการบริหารจัดการที่จับตามองในทุกรายละเอียดปลีกย่อย

ภาพ : https://www.dailytech.in.th/wp-content/uploads/2021/11/dell-technologies-hybrid-work-future-2.png

ความตั้งใจมุ่งมั่น 2: การสร้างโครงสร้างการทำงานแบบไฮบริดโดยไตร่ตรอง

ในปัจจุบัน องค์กรธุรกิจไม่สามารถเข้าถึงไฮบริด เวิร์กจากเพียงจุดยืนด้านการบริหารจัดการและด้านเทคนิคแล้วใช้รูปแบบ one-size-fits-all ได้ ในทางกลับกัน นายจ้างจำเป็นต้องใช้เวลาในการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับความชอบของพนักงานและความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือเพื่อให้พวกเขาประสบความสำเร็จในการสภาพแวดล้อมการทำงานจากระยะ

ในการร่วมกันออกแบบสถานที่ทำงาน (workplace) แบบไฮบริดที่ครอบคลุม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำแนะนำให้มีการสื่อสารแบบเปิดเผย (open communication) ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยผู้เชี่ยวชาญย้ำถึงความจำเป็นในการหาจุดสมดุลระหว่างการทำงานที่ยืดหยุ่นและการมีระบบระเบียบ ที่มาในรูปแบบของเวลาที่ทุ่มเทให้กับการประชุมทีม หรืออื่นๆ ฯลฯ เพื่อรักษาวัฒนธรรมและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

ภาพ : https://www.dailytech.in.th/wp-content/uploads/2021/11/dell-technologies-hybrid-work-future-3.png

ความตั้งใจมุ่งมั่น 3: ทำให้การสร้างวัฒนธรรมเป็นไปโดยรอบคอบ

ผู้เชี่ยวชาญยังเรียกร้องให้มีความพยายามที่รอบคอบมากขึ้นในการสร้างวัฒนธรรมและการเรียนรู้รวมถึงการพัฒนา เพื่อรักษาและจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และการทำงานร่วมกัน ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนถึงความเสี่ยงของการแบ่งวัฒนธรรมระหว่างพนักงานที่ทำงานที่บ้าน และพนักงานในสำนักงาน ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียดในพลังการทำงานภายในออฟฟิศและการรับรู้ถึงความไม่สมดุลระหว่างทั้งสองกลุ่ม

ข้อเสนอแนะหนึ่งคือ ให้นายจ้างเปลี่ยนงบประมาณที่ประหยัดจากค่าใช้จ่ายสำนักงานในแต่ละวัน และลงทุนซ้ำในกิจกรรมที่ทุ่มเทและสม่ำเสมอเพื่อการมีส่วนร่วมทางสังคมในหมู่พนักงาน อาทิ การรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันในทีม หรือการฝึกอบรมแบบที่โต้ตอบกันได้ ซึ่งช่วยสร้างโอกาสเพิ่มเติมสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดแบบออร์แกนิก ตลอดจนโอกาสในการส่งเสริมความไว้วางใจและความสัมพันธ์ในการทำงานที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างสมาชิกในทีม

แหล่งที่มา : https://www.dailytech.in.th/dell-technologies-leading-the-next-hybrid-workforce/

ETDA จัดใหญ่ เปิดตัวแคมเปญ MEiD มีไอดี “บริการไทย…ไร้รอยต่อ” ระดมทุกภาคส่วนร่วมดันไทยใช้งานดิจิทัลไอดีให้สำเร็จ

ETDA จัดใหญ่ เปิดตัวแคมเปญ MEiD มีไอดี “บริการไทย…ไร้รอยต่อ” ระดมทุกภาคส่วนร่วมดันไทยใช้งานดิจิทัลไอดีให้สำเร็จ

ภาพ : https://www.dailytech.in.th/wp-content/uploads/2021/12/ETDA-Digital-Identity-e1638521078105.jpg

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประธานในงาน กล่าวว่า “โลกในปัจจุบันกำลังขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล บริการต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ต่างผันตัวเองเข้าสู่ดิจิทัลอย่างเห็นได้ชัด หลายๆ หน่วยงานแชร์ทรัพยากร ข้อมูล รวมถึงเอกสารผ่านทางคลาวด์กันอย่างแพร่หลาย สอดคล้องกับผลสำรวจพฤติกรรมและทัศนคติของประชาชนของ ETDA ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ต้องการช่องทาง เครื่องมือ หรือบริการ ที่จะช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันดำเนินไปได้อย่างสะดวก ปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งการจะผลักดันให้การทำธุรกิจในยุคดิจิทัลนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงเห็นว่าการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล หรือ ดิจิทัลไอดี (Digital ID) จึงเป็นเสมือนกลไกที่สำคัญในการทำธุรกรรมในยุคปัจจุบัน โดยจากผลการสำรวจยังพบอีกว่า กว่า 2 ใน 3 รู้จักและเคยใช้บริการดิจิทัลไอดี (Digital ID) ผ่านบริการต่างๆ แล้ว ขณะที่บางคนเคยใช้ แต่ก็ไม่รู้หรือไม่แน่ใจว่ากิจกรรมดังกล่าว คือ ดิจิทัลไอดี นอกจากนี้ สิ่งที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ คือ ความสะดวก รวดเร็วในการใช้งาน ความปลอดภัยและการมีมาตรฐานของการใช้บริการดิจิทัลไอดี โดยแพลตฟอร์มที่อยากให้ผนวกกับการบริการดิจิทัลไอดีมากที่สุด คือ บริการสวัสดิการจากทางภาครัฐ รองลงมาคือ บริการทางการเงิน บริการเกี่ยวกับทะเบียนราษฎร์ต่างๆ และบริการทางการศึกษา สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า สังคมส่วนใหญ่อาจยังมีการรับรู้เกี่ยวกับดิจิทัลไอดีที่ยังไม่มากพอ ทั้งๆ ที่ดิจิทัล ไอดี คือ ประตูบานสำคัญของทุกการทำธุรกรรมออนไลน์ที่จะช่วยทั้งในมุมด้านความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ ดังนั้น การสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับดิจิทัลไอดีให้เกิดขึ้นกับสังคม พร้อมๆ กับสร้างความร่วมมือในกลุ่มภาครัฐ เอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันผลักดัน ขับเคลื่อนให้เกิดการใช้งานดิจิทัลไอดีในทุกบริการดิจิทัลของไทย จึงเป็นประเด็นที่เราจะต้องให้ความสำคัญ ซึ่ง แคมเปญ MEiD มีไอดี “บริการไทย…ไร้รอยต่อ” โดย ETDA นี้จะเป็นหนึ่งช่องทางสำหรับการสื่อสาร ตลอดจนการสร้างความร่วมมือเพื่อให้เกิดการดำเนินงานที่จะเข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้ เพื่อร่วมผลักดันให้คนไทยเกิดการใช้งานดิจิทัลไอดี รองรับโลกอนาคตได้สำเร็จ”

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA กล่าวเสริมว่า “ประเทศไทยเดินหน้าส่งเสริมให้เกิดการใช้ดิจิทัล ไอดีมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมุมของกฎหมาย มาตรฐานที่เกี่ยวข้องและพัฒนาโครงการพื้นฐานทางสารสนเทศที่รองรับการใช้งาน ซึ่งล่าสุดคณะรัฐมนตรี ได้มีมติรับทราบและอนุมัติในหลักการด้านการพัฒนาระบบรองรับ Digital ID ด้วย Face Verification Service (FVS) ถึงแม้ประเทศไทยจะมีการสนับสนุนในหลายๆ ด้าน แต่การใช้งานดิจิทัลไอดียังไม่ขยายวงกว้างมากพอ นี่จึงเป็นประเด็นท้าทายที่ทุกภาคส่วนจะต้องให้ความสำคัญ ETDA ที่มุ่งดำเนินงานเพื่อยกระดับชีวิตคนไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล จึงได้เดินหน้าผลักดันให้คนไทยเกิดการใช้งานดิจิทัลไอดีมาโดยตลอด ทั้งการร่วมจัดทำแนวทางปฏิบัติ มาตรฐาน กฎหมายที่เอื้อให้เกิดการทำธุรกรรมทางออนไลน์ด้วยดิจิทัลไอดีและร่วมสร้างนวัตกรรม โซลูชั่นรองรับการใช้งาน ผ่านโครงการ ETDA Sandbox พร้อมร่วมพัฒนา Digital ID framework เพื่อเป็นกรอบแนวทางการพัฒนาบริการดิจิทัลไอดีให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการที่จะขับเคลื่อนดิจิทัลไอดีให้เกิดขึ้นจริง จะต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจกับประชาชน ที่จะต้องเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันในบทบาทที่แตกต่างกัน ดังนั้น แคมเปญ MEiD (มีไอดี) “บริการไทย…ไร้รอยต่อ” ภายใต้โครงการส่งเสริมให้เกิดการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Identity) จึงเป็นหนึ่งการดำเนินงานที่จะผนึกกำลังทุกภาคส่วน ที่จะเดินหน้าส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยเกิดการใช้งานดิจิทัลไอดี ที่จะเชื่อมโยงทุกบริการมากยิ่งขึ้น เพราะ MEiD (มีไอดี) จะประกอบไปด้วยกิจกรรมในหลายส่วนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการสื่อสาร สร้างการรับรู้ ความเข้าใจ ความตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ดิจิทัลไอดี และกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook: MEiD (มีไอดี), Line: @meid_thailand, Twitter: MEiD มีไอดี กิจกรรมการสำรวจความคิดเห็นทั้งฝั่ง demand และ supply จากหน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชน เพื่อสะท้อนภาพความต้องการ ข้อกังวล หรือ pain point การรับรู้ต่างๆ ที่มีต่อบริการดิจิทัลไอดีไทย สู่การเป็นฐานข้อมูลในการนำไปกำหนดทิศทางการทำงานต่อไป และที่สำคัญคือ กิจกรรม Hackathon เพื่อหานวัตกรรม โซลูชัน เกี่ยวกับดิจิทัลไอดี จากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน รวมถึง สตาร์ทอัพ ที่จะเข้ามาตอบโจทย์การใช้งานของคนไทยมากที่สุด”

แหล่งที่มา : https://www.dailytech.in.th/etda-meid/

ราชบัณฑิตยสภามีมติ “เมตาเวิร์ส” ให้ใช้คำไทยว่า “จักรวาลนฤมิต”

ราชบัณฑิตยสภามีมติ “เมตาเวิร์ส” ให้ใช้คำไทยว่า “จักรวาลนฤมิต”

ภาพจาก 
https://img.pptvhd36.com/thumbor/2021/12/03/news-370e4fb9c3.jpg

คณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์นิเทศศาสตร์ร่วมสมัย ราชบัณฑิตยสภา มีมติบัญญัติคำว่า “เมตาเวิร์ส” เป็นไทยว่า “จักรวาลนฤมิต”

หลายบริษัท ได้เผยว่าจะไม่เข้าร่วมงาน CES 2022 เพราะยังหวั่นใจเกี่ยวกับโรคระบาดรอบใหม่

หลายบริษัท ได้เผยว่าจะไม่เข้าร่วมงาน CES 2022 เพราะยังหวั่นใจเกี่ยวกับโรคระบาดรอบใหม่

ภาพ : https://s.isanook.com/hi/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hpLzAvdWQvMzA5LzE1NDgzNTMvY2VzLmpwZw==.jpg

อย่างที่ทราบกันดีว่างาน CES 2022 หรือ Consumer Electronic Show 2022 กำลังจะจัดขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนมกราคม 2022 ที่จะถึงนี้ในเมืองลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา แต่ก็มีเหตุว่าการระบาดระรอบใหม่ของ COVID-19 อีกครั้ง ก็สร้างความหวั่นใจกับผู้จัดงานอีกครั้ง

โดยล่าสุดนี้มีหลายบริษัทที่ไม่ได้เข้าร่วมงานนี้เช่น T-Mobile, Meta, Twitter, Pinterest, Lenovo รวมไปถึง iHeartRadeo ซึ่งปกติจะให้พนักงานเข้าร่วมงานนี้ แต่ล่าสุดเปลี่ยนเป็นเข้าร่วมแทน และบางรายเช่น Nvidia ได้เปลี่ยนเป็นการจัดงานออนไลน์แทน ส่วน Samsung และ AMD ยังคงประกาศเข้าร่วมตามปกติ

สำหรับงาน CES 2022 นั้นมีการประกาศออกมาว่าจัดงานแบบ Offline แต่เป็นแบบ In-Person เท่านั้น โดยต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีน และผู้จัดงานยังคงยืนยันว่าจะจัดต่อไปโดยมีมาตรการที่รัดกุมมากขึ้น

แหล่งที่มา : https://www.theverge.com/2021/12/21/22849223/ces-2022-t-mobile-bailed-keynote-meta-pinterest-twitter-iheart

ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข กับโปรโมชั่นบัตรของขวัญ PlayStation สุดพิเศษส่งท้ายปี พร้อมรับฟรี! ของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟ วันนี้ – 2 มกราคม ศกหน้า เท่านั้น

ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข กับโปรโมชั่นบัตรของขวัญ PlayStation สุดพิเศษส่งท้ายปี พร้อมรับฟรี! ของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟ วันนี้ – 2 มกราคม ศกหน้า เท่านั้น

ภาพจาก 
https://i0.wp.com/www.itnews24hrs.com/wp-content/uploads/2021/12/1.jpg?fit=1020%2C573&ssl=1

ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข กับโปรโมชั่นสุดพิเศษส่งท้ายปี “Incredible Deals” พร้อมมอบของขวัญล้ำค่าสำหรับลูกค้าที่ซื้อบัตรของขวัญ PlayStation ในราคา 1,000 และ 2,500 บาท จากร้านสะดวกซื้อชั้นนำทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เซเว่นอีเลฟเว่น, มินิ บิ๊กซี, แฟมิลี่มาร์ท, โลตัส เอ็กซ์เพรส และโลตัส โก เฟรช พร้อมลงทะเบียนรับฟรี! ของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตั้งแต่วันนี้ถึง 2 มกราคม ศกหน้า เท่านั้น

บัตรของขวัญ PlayStation ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ “Incredible Deals” พร้อมมอบของขวัญล้ำค่าสำหรับเหล่าเกมเมอร์ที่จะปลดล็อกโลกแห่งความสนุกไปกับบัตรของขวัญ PlayStation ที่สามารถเติมเงินเข้ากระเป๋าเงินดิจิทัล (E-Wallet) เพื่อนำไปซื้อสินค้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกม, ส่วนเสริมของเกม, การสมัครสมาชิก หรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมายจากหลากหลายเกมชั้นนำ อีกทั้งยังสามารถสั่งซื้อเกมและดาวน์โหลดเกมได้ล่วงหน้าทุกที่ ทุกเวลา จาก PlayStation™Store ซึ่งเป็นไลบรารีของ PlayStation ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
พิเศษสุด ๆ สำหรับลูกค้าที่ซื้อบัตรของขวัญ PlayStation ในราคา 1,000 และ 2,500 บาท จากร้านสะดวกซื้อชั้นนำทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เซเว่นอีเลฟเว่น, มินิ บิ๊กซี, แฟมิลี่มาร์ท, โลตัส เอ็กซ์เพรส และโลตัส โก เฟรช เพียงนำรหัสบาร์โค้ดของบัตรเติมเงิน มาลงทะเบียนที่ https://razergold.in.th/sony-giftcard-promotion/ รับฟรี! ของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ lD Badge Holder โดยรหัสบาร์โค้ดของบัตรเติมเงิน 1 รหัส สามารถนำมาลงทะเบียนได้ 1 ครั้งเท่านั้น สามารถแลกรับของที่ระลึกได้แล้ววันนี้ถึง 2 มกราคม 2565 เท่านั้น

ผู้สนใจสามารถซื้อบัตรของขวัญ PlayStation ในราคา 1,000 บาท และ 2,500 บาท เพื่อรับของที่ระลึกสุดพิเศษได้แล้ววันนี้ที่ร้านสะดวกซื้อชั้นนำทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เซเว่นอีเลฟเว่น, มินิ บิ๊กซี, แฟมิลี่มาร์ท, โลตัส เอ็กซ์เพรส และโลตัส โก เฟรช สามารถดูรายละเอียด และข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ https://razergold.in.th/sony-giftcard-promotion/

อ้างอิง
https://www.itnews24hrs.com/2021/12/%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa/

สิบเรื่องเด่นเทคโนโลยีที่ผู้บริหารไอทีในประเทศไทยค้นหามากที่สุดในปี 2564

สิบเรื่องเด่นเทคโนโลยีที่ผู้บริหารไอทีในประเทศไทยค้นหามากที่สุดในปี 2564

ภาพจาก
https://www.ryt9.com/img/files/20211223/iq6e41953d8878dbeb25b670cf63d32d40.jpg

ในปี 2564 (1 มกราคม – 30 พฤศจิกายน 2564) Cybersecurity/security เป็นหัวข้อที่ผู้บริหารไอทีในประเทศไทยค้นหามากที่สุดใน Gartner.com ซึ่งสอดคล้องเทรนด์จากทั่วโลก

ผลสำรวจ Gartner 2021 CIO Agenda Survey พบว่าความปลอดภัยไซเบอร์มีความสำคัญสูงสุดสำหรับงบประมาณใหม่ โดย 61% ของ CIO มากกว่า 2,000 คนที่สำรวจ เพิ่มการลงทุนด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ โดยมีการค้นหา “Cybersecurity” และ “Security” พุ่งสูงสุดในปีนี้ ในส่วนของประเทศไทยนั้น คำค้นหา “APIs และ Culture” ที่อยู่เป็น 10 อันดับแรกของประเทศ ไม่ติดอันดับ 10 คำค้นหาแรกของโลก

10 หัวข้อด้านไอทีที่ผู้บริหารไอทีในประเทศไทยค้นหามากที่สุดใน Gartner.com ระหว่าง 1 มกราคม – 30 พฤศจิกายน 2564

  1. Cybersecurity/security
  2. API/API management
  3. Data analytics
  4. Digital transformation
  5. Enterprise architecture
  6. Data governance
  7. RPA
  8. Cloud
  9. Culture
  10. DevOps

เช่นเดียวกับประเทศไทย เทรนด์การค้นหาใน Gartner.com เรื่อง Cybersecurity/security จากทั่วโลก ในปี 2564 (1 มกราคม – 30 พฤศจิกายน 2564) ได้รับความสนใจจากผู้บริหารไอทีทั่วโลกมากที่สุด

โดยที่การค้นหาเกี่ยวกับ “Cloud” และ “Digital Transformation” ติดอันดับ 2 และ 3 ในชาร์ทคำค้นที่มาแรงในปีนี้ เนื่องจากผู้บริหารด้านไอทียังมุ่งปรับเปลี่ยนการดำเนินงานในสองเรื่องนี้เป็นสำคัญเพื่อเร่งมือและเพิ่มประสิทธิภาพนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้ท่ามกลางการแพร่ระบาด

10 หัวข้อด้านไอทีที่ผู้บริหารไอทีทั่วโลกค้นหามากที่สุดใน Gartner.com ระหว่าง 1 มกราคม – 30 พฤศจิกายน 2564

  1. Cybersecurity/security
  2. Cloud
  3. Digital transformation
  4. RPA
  5. AI
  6. Data governance
  7. Data analytics
  8. Change management
  9. Enterprise architecture
  10. DevOps

* การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก บริษัทฯ ให้ข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต การ์ทเนอร์ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรต่าง ๆ กว่า 14,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทุกส่วนงานสำคัญ ๆ ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและองค์กรทุกขนาด ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ www.gartner.com

อ้างอิง
https://www.ryt9.com/s/prg/3284257

NVIDIA เผยผลทดสอบ NVIDIA BlueField ทุบสถิติความเร็วในการส่งข้อมูล

NVIDIA เผยผลทดสอบ NVIDIA BlueField ทุบสถิติความเร็วในการส่งข้อมูล

ภาพจาก 
https://www.techtalkthai.com/wp-content/uploads/2021/12/nvidia-bluefield-600x284.png

NVIDIA ได้เผยผลการทดสอบการใช้งาน BlueField-2 DPU ด้วยการใช้งานโปรโตคอล Network มาตรฐานร่วมกับซอฟต์แวร์ Open-source ที่ใช้ในงาน AI, Big Data และ HPC ทั่วไป มีความเร็วในการส่งข้อมูล 5 ล้าน IOPS สำหรับ block ขนาด 4KB และ 7-20 ล้าน IOPS สำหรับ block ขนาด 512B โดย BlueField-2 รองรับการส่งข้อมูลผ่าน NVMe over Fabrics (NVMe-oF), InfiniBand และ RDMA over Converged Ethernet (RoCE)

โดยการทดสอบใช้งาน Server HPE Proliant DL380 Gen 10 Plus จำนวน 2 เครื่อง เชื่อมต่อเข้าด้วยกันเพื่อเป็น Initiator และ Storage Target ซึ่ง Server แต่ละตัวติดตั้งหน่วยประมวลผล Intel “Ice Lake” Xeon Platinum 8380 พร้อมหน่วยความจำ 512GB และติดตั้ง NVIDIA BlueField-2 P-Series DPU จำนวน 2 ใบ เชื่อมต่อกันผ่าน 100Gb Ethernet จำนวน 4 port ทำให้ได้ Bandwidth รวม 400 Gb/s และมีการทดสอบการส่งข้อมูลหลายวิธี ได้แก่ SPDK, FIO plugin และการส่งข้อมูลผ่าน Upstream Linux Kernel

จากผลการทดสอบสามารถทำความเร็วได้สูงถึง 41.5 ล้าน IOPS ซึ่งสูงกว่า Optane SSD กว่า 4 เท่า ส่งผลให้ BlueField กลายเป็น Storage Solution ที่มี IOPS สูงที่สุดในโลก

อ้างอิง
https://www.techtalkthai.com/nvidia-benchmark-bluefield-world-record-performance/
https://www.servethehome.com/new-nvidia-bluefield-2-dpu-nvme-of-performance-faster-than-optane-ssds/, https://blogs.nvidia.com/blog/2021/12/21/bluefield-dpu-world-record-performance/

AWS เปิดตัว Region ใหม่ในจาการ์ตา

AWS เปิดตัว Region ใหม่ในจาการ์ตา

ภาพจาก
https://www.techtalkthai.com/wp-content/uploads/2017/09/amazon_aws_logo_smile_banner.png

AWS ได้ประกาศเปิดตัว Region ใหม่ ap-southeast-3 ซึ่งตั้งอยู่ในจาการ์ตา เมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซีย นับเป็น Region แห่งที่ 10 ที่อยู่ในเอเชีย เพื่อเป็นการตอบโจทย์ลูกค้าภายในประเทศให้สามารถเข้าถึงบริการต่างๆด้วย Latency ที่ต่ำ ปัจจุบันมีลูกค้ารายใหญ่ใช้งานเป็นจำนวนมาก เช่น Traveloka และ Holodoc

ที่ผ่านมา AWS ได้เปิดออฟฟิศในประเทศอินโดนีเซียมาตั้งแต่ปี 2018 โดยมีการร่วมมือกับทางรัฐบาลและพาร์ทเนอร์ในประเทศเพื่อฝึกอบรมทางด้าน Cloud Service ผ่านทางโครงการต่างๆ เช่น Laptops for builders, Scholarship programs และ AWS Training & Certification ปัจจุบันมีผู้มีความรู้ความสามารถทางด้านนี้มากกว่า 2 แสนคน

การเปิดตัวในครั้งนี้อยู่ในแผนการขยายธุรกิจ คาดว่าจะช่วยเพิ่มตำแหน่งงานมากกว่า 24,700 ตำแหน่ง โดยนับรวมตำแหน่งงานใน AWS supply chain ทั้งหมด นอกจากนี้ AWS ยังมีแผนการขยาย Availability Zone 24 อีกแห่ง และ Region อีก 8 แห่งในหลายประเทศ

อ้างอิง
https://www.techtalkthai.com/aws-open-new-region-in-jarkata/
https://aws.amazon.com/th/blogs/aws/now-open-aws-asia-pacific-jakarta-region/