รู้หรือไม่ว่า Google Doodles เกิดขึ้นมาก่อนการตั้งบริษัท Google เสียอีก !

ที่มาของ Google Doodles

หลายครั้งที่เมื่อเรากดเข้าหน้าแรกของเว็บไซต์ Google ก็จะพบเจอกับ Google Doodles หรือรูปวาดของ Google ในวันสำคัญต่างๆ ที่มีการออกแบบ หรือดีไซน์โลโก้ Google ให้มีหน้าตาแปลกไปจากเดิม เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพิเศษของวันนั้นๆ ซึ่งเมื่อผู้ใช้กดเข้าไปก็จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับความสำคัญของวันดังกล่าวปรากฏขึ้นมาให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาเพิ่มเติม

หรือบางคนก็อาจรอลุ้นว่าทีมงานของ Google จะออกแบบ Google Doodles ได้ครีเอทขนาดไหนในวันพิเศษต่างๆ เพราะช่วงหลังมานี้นอกจากรูปวาดแล้วยังมี ฟังก์ชันเล่นเกมเล็กๆ น้อยๆ (Mini Game) ให้เราได้เล่นกันตื่นตาตื่นใจอีกด้วย แต่นอกเหนือไปจากความแปลกใหม่ของ Google Doodles ในปัจจุบันนี้แล้ว จุดเริ่มต้นของมันก็น่าสนใจไม่แพ้กันเลยทีเดียว มาดูกันต่อเลย

จุดเริ่มต้นของ Google Doodles

หลายคนอาจไม่ทราบว่า Google Doodles ที่เราเห็นกันอยู่เป็นประจำนั้น เกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนมีการจดทะเบียนบริษัท Google เสียอีก เพราะ Google Doodles รูปแรกนั้นเกิดขึ้นมาในวันที่ 30 สิงหาคม ในขณะที่บริษัทได้จดทะเบียนในวันที่ 4 กันยายน (และเปิดใช้งานวันแรกในวันที่ 27 กันยายน) ค.ศ. 1998 (พ.ศ. 2541)

สำหรับ Google Doodles รูปแรกนั้น เกิดขึ้นมาจากการที่ Larry Page และ Sergey Brin ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์และบริษัท Google ได้วางแผนว่าจะไปฉลองเทศกาล Burning Man ร่วมกัน จึงได้ปรับแต่งโลโก้ของ Google ใหม่โดยการวาดรูปหุ่นไม้ (สัญลักษณ์ของเทศกาล Burning Man) ไว้ด้านหลังของตัว “o” ที่ 2 ของคำว่า Google ซึ่งในปี ค.ศ. 1998 (พ.ศ. 2541) เทศกาลนี้จัดขึ้นในวันที่ 31 สิงหาคม – 7 กันยายน ทั้งคู่จึงขึ้นภาพ Google Doodles นี้บนหน้าเว็บในวันที่ 30 สิงหาคม เพื่อเป็นการประกาศว่าพวกเขาจะ “โดดงาน” ไปเข้าร่วมเทศกาลดังกล่าวนี้นั่นเอง

จากความคิดสร้างสรรค์ของ Larry และ Sergey ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการดัดแปลงโลโก้ของบริษัทให้เข้ากับเทศกาลสำคัญๆ ขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้มีการออกแบบกันอย่างจริงจังมากนัก จนกระทั่งในปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) ที่ Dennis Hwang นักศึกษาฝึกงานของบริษัทได้วาดรูปโลโก้ของ Google เพื่อฉลองวัน Bastille (วันชาติของฝรั่งเศส) ขึ้นมา และได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากทางผู้ใช้ ด้วยเหตุนี้ Larry และ Sergey จึงตัดสินใจมอบหมายงานให้ Dennis เป็นผู้ดูแลทีมนักวาด (Doodlers) ของ Google Doodles

ในช่วงแรก Dennis มุ่งเน้นไปที่การนำเสนอรูปวาดของวันหยุดในเทศกาลสำคัญและอีเวนท์ใหญ่ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งก็ได้เพิ่ม Google Doodles ของวันพิเศษอื่นที่ไม่ใช่เทศกาลสำคัญด้วย เช่น งานกีฬา หรือวันสำคัญในประเทศอื่นๆ ไปจนถึงวันพิเศษของกลุ่ม Niche Market อย่างวันไอศกรีมซันเดย์, วันเกิดของบุคคลสำคัญต่างๆ หรืออีเวนท์พิเศษเฉพาะกลุ่มเข้ามาเพิ่มเติม

ซึ่งจุดประสงค์ของ Google Doodles ไม่ใช่เพียงแค่การให้ความบันเทิงกับผู้ใช้ที่เข้ามาเยี่ยมชมหน้าแรกของเว็บไซต์เท่านั้น แต่รูปวาดเหล่านี้ยังช่วยเพิ่มความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวันพิเศษนั้นๆ ให้กับผู้ที่สนใจอีกด้วย (และแน่นอนว่าทางบริษัทเองก็ได้ยอดการเข้าชมเว็บเพิ่มขึ้นเช่นกัน)

Google Doodles Team

ทางบริษัทยังได้ทำการก่อตั้ง Google Doodles Team ที่ประกอบไปด้วยทีม Doodlers (นักวาด) และทีม Tech Engineer ขึ้นมาเพื่อร่วมกันดูแลโปรเจค Google Doodles อย่างจริงจังด้วย เพราะจากเดิมที่เป็นเพียงแค่รูปวาดธรรมดาๆ ก็ได้มีการปรับให้ Google Doodles ดูน่าสนใจและดึงดูดผู้ใช้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของภาพเคลื่อนไหว (GIF), วิดีโอ, VR, วิดีโอแบบ 360 องศา หรือการสร้างเกมต่างๆ ที่เข้ากับวันสำคัญนั้นๆ ด้วย

และนับตั้งแต่ได้ก่อตั้งทีม Google Doodles ขึ้นมา ทางทีมงานก็ได้ปล่อยรูป Google Doodles ออกไปกว่า 4000 รูปแล้ว แต่ไม่ใช่เพียงแค่ทีมงานของ Google เท่านั้นที่มีส่วนร่วมในการวาด Google Doodles เพราะทางบริษัทได้ระบุว่าทางทีมงานยินดีที่จะให้ผู้ใช้คนอื่นๆ ร่วมกันเสนอไอเดียเข้ามาด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถส่งรูปวาดหรือรายละเอียดเกี่ยวกับวันสำคัญที่ต้องการให้ปรากฎอยู่บนหน้าแรกของ Google Search ได้ด้วยการส่งอีเมลมาที่ doodleproposals@google.com และถึงแม้ว่าทางทีมงานอาจไม่สามารถตอบกลับอีเมลได้ครบทุกฉบับเพราะทางทีมงานได้รับอีเมลคำขอเป็นจำนวนมากในทุกๆ วัน แต่ก็ได้ให้สัญญาว่าจะอ่านอีเมลทุกฉบับและทำการพิจารณาคำแนะนำเกี่ยวกับ Google Doodles ที่ผู้ใช้ทุกคนส่งเข้ามาอย่างแน่นอน

ที่มา : https://tips.thaiware.com/1365.html

1 / 5

คำสั่ง CTRL + ALT + DELETE คืออะไร ? มาย้อนดูความเป็นมาที่น่าสนใจของคำสั่งนี้กัน

ความเป็นมาของการกดคอมโบปุ่ม CTRL + ALT + DELETE

หากคุณเป็นคนที่ใช้ ระบบปฏิบัติการ Windows เชื่อว่าทุกคนน่าจะรู้จักกับการกดคอมโบปุ่มอย่าง คำสั่ง CTRL+ ALT+ DELETE กันเป็นอย่างดี เพราะมีมาอย่างยาวนาน และใช้กันเป็นประจำเมื่อ Windows เกิดอาการเอ๋อ

แต่รู้หรือไม่ครับว่า อันที่จริงแล้ว คอมโบปุ่มนี้ Microsoft ผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการ Windows ไม่ใช่คนคิดค้นนะ แถมบิล เกตส์ ยังเคยบอกอีกว่า นี่เป็นหนึ่งในความผิดพลาดที่เขาเคยทำอีกด้วย ถ้าอยากรู้รายละเอียดกันแล้วล่ะก็ เชิญอ่านต่อได้เลยครับ

จุดเริ่มต้นคำสั่ง CTRL + ALT + DELETE ถือกําเนิดขึ้นที่ IBM

คำสั่ง CTRL + ALT + DELETE เป็นท่าที่เอาไว้เรียกใช้งานฟังก์ชัน Soft Reboot ผ่านแป้นคีย์บอร์ด โดยผู้ที่คิดค้นขึ้นมา คือ David Bradley หัวหน้าทีมวิศวกรผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนาคอมพิวเตอร์ และ ROM-BIOS ของ IBM

ในตอนแรกวิธีกดจะเป็นการคอมโบปุ่มคำสั่ง CTRL + ALT + ESC อย่างไรก็ตามการจัดวางปุ่มที่ต้องกดทั้งหมดเอาไว้ที่ด้านซ้าย ทำให้มันถูกกดพลาดโดยไม่ตั้งใจ ทำให้คอมพิวเตอร์ถูกรีบูทได้ง่ายๆ Mel Hallerman หัวหน้าทีมโปรแกรมเมอร์เลยเสนอให้เปลี่ยนเป็นปุ่มคำสั่ง CTRL + ALT + DELETE แทน เพื่อให้ยากต่อการเผลอกดโดยไม่ตั้งใจ

เดิมทีการ Soft reboot ด้วยท่านี้ ถูกใช้กันแค่ภายในบริษัท IBM เท่านั้น และไม่มีแผนที่จะปล่อยออกมาให้ผู้ใช้ทั่วไปใช้งาน เนื่องจากมันจะทำการรีบูตเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่มีการแจ้งเตือน หรือขอยืนยัน ซึ่งเหมาะสำหรับคนเขียนโปรแกรมที่ต้องการประหยัดเวลาในการเริ่มระบบใหม่

การคิดค้นนี้เกิดขึ้นในฤดูใบไม้ผลิของปี ค.ศ. 1981 (พ.ศ. 2524) David Bradley ในขณะนั้นถูกคัดเลือกให้มาอยู่ในโครงการ Acorn ของ IBM สาขาโบคา ราตัน ในรัฐฟลอริดา หน้าที่ที่เขาต้องรับผิดชอบ คือ ช่วยกันพัฒนาคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรุ่นใหม่ของ IBM ซึ่งในตอนนั้น บริษัทคู่แข่งอย่าง Apple และ RadioShack ได้เริ่มวางขายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแล้ว ทำให้ IBM ต้องเร่งมือพัฒนาคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ออกมาแข่งขัน ผลของมันทำให้โครงการที่เดิมทีต้องใช้ระยะเวลา 3-5 ปีในการพัฒนา ต้องเสร็จสิ้นภายในเวลา 1 ปี ให้ได้

ในระหว่างการพัฒนานั้น โปรแกรมเมอร์ต้องเจอกับเรื่องน่ารำคาญ โดยเมื่อไหร่ก็ตามที่คอมพิวเตอร์เกิดปัญหาเนื่องจากข้อผิดพลาดของโค้ด พวกเขาจะต้องเริ่มระบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งคอมพิวเตอร์จะต้องเริ่มตรวจสอบระบบใหม่ (Memory tests) ทั้งหมดอีกครั้ง ก่อนที่จะพร้อมทำงาน ซึ่งมันใช้เวลานานมาก (ต้องเข้าใจด้วยว่าคอมพิวเตอร์สมัยนั้นไม่ได้ทำงานได้รวดเร็วเหมือนกับสมัยนี้) บางวันงานมันมีปัญหาถึงขั้นที่ต้องเริ่มระบบใหม่กันทุก 5 นาทีเลยทีเดียว นั่นทำให้เรามีเวลาในการทำงานน้อยลงมาก

เดวิด แบรดลีย์ (David Bradley) ก็เลยสร้างคีย์บอร์ดชอทคัทขึ้นมา สำหรับใช้ในการเริ่มต้นระบบใหม่ โดยไม่ต้อง Memory tests เพื่อลดเวลาในการเริ่มระบบ ซึ่งเขาไม่คาดคิดว่าวิธีแก้ไขปัญหาง่ายๆ ที่เขาสร้างขึ้นมานี้ จะทำให้เขาได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษของวงการโปรแกรมเมอร์ในเวลาถัดมา ถึงขั้นมีคนมาขอลายเซ็นต์เขาเวลาที่ไปประชุมงานสัมมนาของโปรแกรมเมอร์ต่างๆ

บิล เกตส์ ยอมรับ คำสั่ง CTRL + ALT + DELETE เป็นการตัดสินใจที่ผิด

ในปี ค.ศ. 2013 (พ.ศ. 2556) บิล เกตส์ ได้ยอมรับในระหว่างการสัมภาษณ์ในงานระดมทุนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้จัดขึ้นว่า การเลือกใช้ท่า CTRL + ALT + DELETE ในอดีตของระบบปฏิบัติการ Windows เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด

บิล เกตส์ อธิบายว่า เดิมทีการกดสามปุ่มนี้ถูกสร้างมาเพื่อป้องกันไม่ให้แอปพลิเคชันตัวอื่นฉวยโอกาสหลอกผู้ใช้ในระหว่างที่เข้าสู่ระบบเพื่อขโมยรหัสผ่าน “อันที่จริง เราสามารถกดแค่ปุ่มเดียวก็ได้ แต่คนที่ออกแบบคีย์บอร์ดของ IBM ไม่ยอมเพิ่มปุ่มให้เราแม้แต่ปุ่มเดียว ทำให้เราต้องเลือกใช้ “ท่านั้น” แทน”

คำสั่ง CTRL + ALT + DELETE ในปัจจุบัน

ทุกวันนี้คำสั่ง CTRL + ALT + DELETE ก็ยังไม่หายไปไหน แต่นับจาก Windows 8 เป็นต้นมา การกดปุ่มคำสั่ง CTRL + ALT + DELETE จะเป็นการเข้าสู่หน้าเข้าระบบแบบใหม่แทนแล้ว อย่างไรก็ตามธุรกิจเก่าแก่หลายแห่งที่ยังใช้ Windows XP และ Windows 7 ก็ยังคงต้องใช้คำสั่ง CTRL + ALT + DELETE อยู่เหมือนเคย

แล้วคุณผู้อ่านล่ะ เคยกดปุ่มคำสั่ง CTRL + ALT + DELETE กันบ้างหรือเปล่า ?

ที่มา : https://tips.thaiware.com/1282.html

DirectX คืออะไร ? และ DirectX เวอร์ชันไหน ที่ใช้กับ Windows ของเราได้ ?

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อของ DirectX กันมาบ้าง แล้วรู้หรือเปล่าว่าเจ้า DirectX มีหน้าที่อะไร ในบทความนี้เราจะมาดูกันว่ามันคืออะไร มีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้ว Windows ของเราใช้เวอร์ชันไหนได้

DirectX คืออะไร ?

DirectX เป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้การแสดงผลด้านมัลติมีเดียของคอมพิวเตอร์บนระบบ Windows ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่ง DirectX จะช่วยให้การแสดงผลภาพและเสียงในการดูหนัง, ฟังเพลง รวมทั้งการเล่นเกมของเรามีความเสถียรมากขึ้น เกิดการกระตุกน้อยลง

DirectX มีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ?

เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1995 (พ.ศ. 2538) ภายใต้ชื่อ Windows Game SDK และรุ่นถัดไปได้เปลี่ยนไปใช้ชื่อ DirectX ถูกพัฒนาขึ้นโดย Microsoft เพื่อปรับปรุงความสามารถของ Windows ในด้านมัลติมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น กราฟิก 2 มิติ และ 3 มิติ, การควบคุมเสียง, การสตรีมมิง และควบคุมให้การเล่นเกมมีความเสถียรมากขึ้น โดย Microsoft ได้พัฒนา DirectX หลายเวอร์ชันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันกับซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ

DirectX เวอร์ชันไหนใช้กับ Windows ใดบ้าง ?

DirectX 2.0a Windows 95, Windows NT 4.0
DirectX 5.2 Windows 98, Windows CE
DirectX 6.1a Windows 98
DirectX 7 Windows 2000
Direct 7.1 Windows ME
DirectX 8.1 Windows XP,  Windows Server 2003
DirectX 9.0c Windows XP SP2, Windows XP SP3, Windows Server 2003 SP1, Windows Server 2003 R2
DirectX 10 Windows Vista
DirectX 10.1 Windows Vista, Windows Server 2008
DirectX 11 Windows 7 SP1, Windows Server 2008 R2
DirectX 11.1 Windows 8, Windows RT, Windows Server 2012
DirectX 11.2 Windows 8.1, Windows RT, Windows Server 2012 R2
DirectX 12 Windows 10

ซึ่งในแต่ละเวอร์ชันก็ไม่ได้มีความสามารถที่แตกต่างกันมาก เพราะมุ่งเน้นในการพัฒนาทางด้านกราฟิกมัลติมีเดีย เหมือนๆ กัน อย่างเช่น

DirectX 9

เน้นการพัฒนาเรื่องภาพ 2 มิติ 3 มิติ และเสียง พัฒนากราฟิกในด้านวิดีโอ ตั้งค่าเสียงให้เป็นระบบไดร์เวอร์

DirectX 10

เป็นเวอร์ชันที่ปรับปรุงมาจาก DirectX API พัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับโปรแกรมที่มีองค์ประกอบด้านมัลติมีเดียเช่น หากเราสร้างเกม หรืออนิเมชันด้วยโปรแกรม Unity ภาพและเสียงที่เราได้จะมีความสมูท และเสถียรมากขึ้น

DirectX 11

รองรับการประมวลผลภาพทางด้านกราฟิกได้ดีขึ้น และมีการปรับปรุงเพื่อช่วยเหลือนักพัฒนาเกมเพื่อให้การประมวลผลสะดวกและมีคุณภาพมากขึ้น (Microsoft อนุญาตให้ดาวน์โหลดและใช้งาน DirectX 11 ได้ใน Software ลิขสิทธิ์แท้เท่านั้น)

DirectX 12

พัฒนาขึ้นเพื่อลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น, เพิ่มประสิทธิภาพให้ดีขึ้น (ดีกว่า DirectX 11 ประมาณ 70%) อำนวยความสะดวกและเพิ่มความละเอียดของภาพให้ดีมากขึ้นโดยอาศัยตัวช่วยจาก API แทนที่จะอาศัยการคำนวณจาก CPU เพียงอย่างเดียว การเข้าถึงและควบคุมตัว GPU ได้ดีมากขึ้น, สามารถตอบสนองความต้องการของเกมได้ดีขึ้น

วิธีดูเวอร์ชัน DirectX ในเครื่อง

ให้กดปุ่ม Windows + R จะได้หน้าต่าง Run ขึ้นมา พิมพ์คำว่า dxdiag แล้วกดปุ่ม OK

จะเห็นหน้าต่างนี้ขึ้นมาซึ่งจะเป็นข้อมูลเบื้องต้นของคอมพิวเตอร์เรา ให้ดูที่ DirectX Version จะเห็นเวอร์ชันปัจจุบันของเรา

การอัปเดตเวอร์ชัน DirectX

ซึ่งหากดูเวอร์ชันของ DirectX ในเครื่องของเราแล้วพบว่าเป็นเวอร์ชันเก่า เราก็ควรจะอัปเดตให้เป็นเวอร์ชันใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะปัจจุบันมีการใช้งานเทคโนโลยี และสื่อมัลติมีเดียอย่างแพร่หลาย Windows ที่เราใช้ก็มีการอัปเดตอยู่เรื่อยๆ รวมถึงสื่อภาพและวิดีโอก็อัปเดตความคมชัดที่สูงขึ้น การที่เราอัปเดตเวอร์ชันของ DirectX จะช่วยให้การรับชมภาพ หรือวิดีโอมีคุณภาพ และความสมจริงมากยิ่งขึ้น โดยสามารถอัปเดตเวอร์ชันได้ ดังนี้

Windows XP และ Windows Server 2003

อัปเดตเป็น DirectX 9.0c ที่สามารถใช้ได้สำหรับ Windows XP และ Windows Server 2003 โดยการติดตั้ง DirectX 9.0c Runtime (สามารถดาวน์โหลดได้ที่ https://www.microsoft.com/en-us/download/details.aspx?id=34429)

Windows Vista และ Windows Server 2008 และ Windows Vista SP1

อัปเดตเป็น DirectX 10 หรือ DirectX 10.1 แต่ไม่มีแพ็คเกจการอัปเดตแบบ Stand-alone สามารถอัปเดตได้โดยการติดตั้ง Service pack

Windows 7 และ Windows Server 2012 R2

สำหรับ Windows นี้จะใช้ DirectX 11 และไม่มีแพ็คเกจการอัปเดตแบบ Stand-alone สำหรับเวอร์ชันนี้ สามารถอัปเดต DirectX ได้โดยติดตั้ง Service pack

Windows 8 Windows 8.1, Windows RT, Windows Server 2012 และ Windows Server 2012 R2

อัปเดตเป็น DirectX 11.1 และ DirectX 11.2 จะเป็นเวอร์ชันล่าสุดที่ใช้ได้บน Windows เหล่านี้ สามารถอัปเดตได้โดยไปที่ Settings > Update and Recovery > Windows Update

Windows 10

อัปเดตผ่านทาง Windows Update ไปที่ Settings > Update & Security > Windows Update และคลิก Check for updates

ที่มา : www.itechtics.com , www.britannica.com , support.microsoft.com

ศัพท์คอมพิวเตอร์ รวมศัพท์คอมพิวเตอร์ ที่ควรรู้เอาไว้ (Computer Terms you Should Know)

เวลาที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็นการใช้อินเทอร์เน็ต หรือโปรแกรมต่างๆ เรามักจะเจอคำศัพท์คอมพิวเตอร์เฉพาะ รวมทั้งอักษรย่อมากมายที่เราอาจจะไม่รู้จัก ในบทความนี้เราได้รวบรวมคำศัพท์เหล่านั้นไว้ให้แล้ว หากสงสัย หรือไม่เข้าใจคำไหนก็ลองดูความหมายกันไปทีละคำได้เลย

API (Application Programming Interface)

คือการเชื่อมต่อระหว่างเว็บไซต์กับเว็บไซต์ หรือระหว่าง Server กับผู้ใช้งาน API เสมือนเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่อนุญาตให้คอมพิวเตอร์สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างอิสระ

APU (Accelerated Processing Unit)

เป็นชิปที่รวม CPU และ GPU เข้าไว้ด้วยกัน รองรับการทำงานด้านกราฟิก ช่วยทำให้การรับส่งข้อมูลระหว่างกันรวดเร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วย

Bandwidth

ความจุของความเร็วในการสื่อสารและรับส่งข้อมูลจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์หรือการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในระยะเวลาที่กำหนด

Bit

เป็นหน่วยข้อมูลที่เล็กที่สุด ใช้บนคอมพิวเตอร์ที่ใช้สัญญาณดิจิตอลเป็นหลัก ดังนั้นจึงมีการมองค่าเป็น 0 หรือ 1 เท่านั้น โดยในแต่ละสัญญาณ 0 หรือ 1 แต่ละครั้งเราเรียกว่า 1 bit

Bookmarks

เป็นเครื่องมือสำหรับบันทึกเว็บไซต์ที่เราต้องการใช้งานบ่อยๆ เพื่อช่วยให้เราเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในครั้งต่อไป

Browser

โปรแกรม หรือแอปพลิเคชันที่เอาไว้สำหรับเปิดเว็บ เพื่อให้ผู้ใช้งานได้สามารถเข้าถึงข้อมูลบนเว็บไซต์ต่างๆ ผ่านการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เช่น โปรแกรม Google Chromeโปรแกรม Mozilla Firefox, โปรแกรม Safari เป็นต้น

Cache

เป็นตัวช่วยที่มีความเร็วในการเข้าถึงและถ่ายโอนข้อมูล และทำหน้าที่เก็บข้อมูลที่ใช้งานบ่อยๆ ลงบนพื้นที่จัดเก็บของเครื่องคอมพิวเตอร์เรา เพื่อประหยัดเวลาในการประมวลผลข้อมูลเมื่อเรียกใช้งานอีกครั้ง

CDN (Content Delivery Networks)

คือระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ของเครื่อง Server กระจายตัวอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก Server เหล่านี้จะเชื่อมต่อกันผ่านอินเทอร์เน็ต ทำหน้าที่ในการส่งข้อมูลให้ไปถึงผู้รับปลายทางให้เร็วที่สุด รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นด้วย

CPU (Central Processing Unit)

หน่วยประมวลผลกลาง เป็นเสมือนมันสมองของเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่รับคำสั่งเข้ามาจากอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (Storage Device) และอุปกรณ์ต่อพ่วง (Peripheral Device) ผ่านทางแรม (RAM)

DNS (Domain Name Server)

ตัวแปลงที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องบนอินเทอร์เน็ตจะได้รับ IP Address ที่แตกต่างกันโดยจะมีลักษณะเป็นตัวเลข ซึ่งยากในการจดจำเวลาที่จะเข้าชมเว็บไซต์ จึงปรับให้มีการตั้งการเข้าเว็บไซต์โดยใช้ชื่อโดเมน เมื่อมีคนเข้าเว็บไซต์ผ่านชื่อโดเมน เว็บเบราว์เซอร์จะโต้ตอบผ่านที่อยู่ IP Address และ DNS จะแปลชื่อโดเมนเป็น IP เพื่อให้เบราว์เซอร์สามารถดาวน์โหลดข้อมูล และเข้าเว็บไซต์นั้นได้

Encode

เป็นการเข้ารหัส (Encoding) เพื่อแปลงข้อมูลจากรูปแบบหนึ่งไปเป็นอีกแบบหนึ่ง เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ต่อได้ อย่างปลอดภัย โดยไม่สามารถดักจับข้อมูลดิบไปใช้ต่อได้โดยไม่ได้รับอนุญาต

Encrypt

การเข้ารหัสเพื่อแปลงข้อมูล คล้ายกับ Encode แต่จะมีเพียงผู้ที่มีรหัสผ่านเท่านั้นที่จะสามารถเข้าใจความหมายของข้อมูลต้นฉบับได้

FTP (File Transfer Protocol)

เป็นโปรโตคอลที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการรับส่งไฟล์ระหว่าง Client และ Server

GPU (Graphics Processing Unit)

GPU หรือการ์ดจอ คือหน่วยประมวลผลด้านกราฟิก มีลักษณะการทำงานที่คล้ายคลึงกับ CPU แต่มีโครงสร้างการทำงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะ GPU มีการประมวลผลแบบ Parallel ที่ช่วยให้มันสามารถคำนวณงานได้เป็นจำนวนมากในเวลาอันสั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการเล่นเกม หรือ Render วิดีโอ

GUI (Graphical User Interface)

เป็นตัวกลางที่เครื่องแม่ข่าย หรือ เซิร์ฟเวอร์ (Server) ติดต่อกับผู้ใช้งานโดยใช้ไอคอน (Icon) รูปภาพ (Image) และสัญลักษณ์อื่นๆ เพื่อแทนลักษณะต่างๆ ของโปรแกรม โดยจะใช้เมาส์เป็นหลัก แทนที่การพิมพ์คำสั่งต่างๆ ในการทำงาน ช่วยทำให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานได้ง่าย และรวดเร็วมากขึ้น

Harddisk

เป็นหน่วยความจำภายนอกที่ทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลต่างๆ บนคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมข้อมูลเอกสาร, รูปภาพ, หนังภาพยนตร์, เกม หรือข้อมูลสำคัญอื่นๆ ภายในคอมพิวเตอร์ของเรา ซึ่งข้อมูลที่ฮาร์ดดิสก์จัดเก็บเอาไว้นี้จะคงอยู่ภายในเครื่องจนกว่าเราจะลบทิ้งด้วยตนเอง (หรือโดนไวรัสลบทิ้งไป)

Internet

เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้เกิดการสื่อสาร  และการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน โดยอาศัยตัวเชื่อมเครือข่ายภายใต้มาตรฐานการเชื่อมโยงเดียวกัน นั่นก็คือ  TCP ซึ่งโปรโตคอลนี้จะช่วยให้คอมพิวเตอร์ที่มีฮาร์ดแวร์ที่แตกต่างกันสามารถติดต่อสื่อสารกันได้

Intranet

ระบบเครือข่ายภายในองค์กร เป็นบริการและการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เหมือนกับ Internet แต่จะเปิดให้ใช้เฉพาะสมาชิกในองค์กรเท่านั้น บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าถึงได้

IP Address

คือหมายเลขที่สามารถระบุแยกแยะความแตกต่างของเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆ ที่มีการเชื่อมต่อในเครือข่ายเดียวกัน หรือจะเป็นการเชื่อมต่อนอกเครือข่ายก็ได้เช่นกัน โดย IP Address จะไม่สามารถตั้งซ้ำกันได้เด็ดขาด (คุณสามารถ เช็คหมายเลขไอพีแอดเดรส ปัจจุบันของคุณได้ที่นี่)

ISP (Internet Service Provider)

คือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ทำให้เราสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต โดยจะเชื่อมโยงเข้ากับอุปกรณ์เทคโนโลยีรับส่งข้อมูลที่เหมาะสมที่สามารถสร้างทางเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ เช่น บริษัท TOT

LAN (Local Area Network)

เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ครอบคลุมพื้นที่ขนาดเล็ก เช่น ภายในอาคาร หรือสำนักงาน

MAN (Metropolitan Area Network)

เครือข่ายของระบบไอที หรือคอมพิวเตอร์ ครอบคลุมพื้นที่ระดับอำเภอ หรือจังหวัด เช่น โทรทัศน์เคเบิลทีวีท้องถิ่น ระบบโทรศัพท์ของท้องถิ่น ที่แยกกันด้วยรหัสพื้นที่ (Area Code) อย่างเช่น กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล แยกด้วยรหัสพื้นที่ 02 เป็นต้น

Ping

เป็นค่าเกี่ยวข้องกับการตอบสนองความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

Platform

ฐานของระบบต่างๆ ที่ใช้ในการรับส่งข้อมูล และเข้าถึงอินเทอร์เน็ต เช่น Google, Facebook, Youtube หรือ Twitter เป็นต้น

Plug In หรือ Extentions

โปรแกรมเสริมชนิดหนึ่ง ที่จะเพิ่มความสามารถให้กับโปรแกรมหลัก ซึ่งเราจะติดตั้งเพื่อใช้งาน หรือไม่ติดตั้งก็ได้ โดย Plug in ถูกออกแบบให้มีความสามารถเฉพาะอย่าง ซึ่งเป็นความสามารถเสริมที่ช่วยให้โปรแกรมหลักทำงานได้ดีขึ้น เช่น เมื่อเราเปิดเว็บไซต์ของต่างประเทศใน Google Chrome จะมีหน้า Google Translate ขึ้นมาเพื่อให้เราแปลหน้าเว็บเป็นภาษาไทย ซึ่งถือว่า Google Translate เป็น Plug In

Protocol

ข้อกำหนดหรือข้อตกลงในการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์หรือภาษาสื่อสารที่ใช้เป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์สองเครื่องขึ้นไป

RAM (Random Access Memory)

เป็นหน่วยความจำภายใน ทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลหลักของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์พกพาทุกชนิด สามารถทำงานได้ในช่วงเวลาที่มีกระแสไฟฟ้าไหลเวียนอยู่ภายในเครื่องเท่านั้น (เมื่อไม่มีกระแสไฟฟ้า ข้อมูลทั้งหมดจะถูกรีเซ็ต และหายไป)

ROM (Read Only Memory)

เป็นหน่วยความจำถาวรที่ผู้ใช้ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ มีหน้าที่บันทึกข้อมูลแบบตายตัว ถึงแม้ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลเวียนอยู่ข้อมูลก็จะไม่หายไป

Router

เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทำหน้าที่คำนวณหาเส้นทางเพื่อส่งข้อมูลระหว่างข้อมูลจากผู้ส่งข้อมูล (Sernder) ที่ต้นทาง (Source) ไปยังผู้รับ (Receiver) ที่ปลายทาง (Destination) อย่างถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว

SEO (Search Engine Optimization)

การจัดทำหรือปรับปรุงเว็บไซต์ให้แสดงผลเป็นอันดับต้นๆ ของการค้นหาใน Search Engine ใน Keyword ที่เหมาะสมและตรงตามวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์

TCP (Transmission Control Protocol)

เป็นโปรโตคอลที่อาศัยการสร้างการเชื่อมต่อ ที่ส่งข้อมูลไปกลับระหว่างผู้ส่งและปลายทาง โดยมีการตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลที่จัดส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์นั้นเป็นไปตามลำดับที่ถูกต้องตามที่ต้นทางส่งออกมา ด้วยการสร้างการเชื่อมต่อระหว่างสองฝั่ง ทั้งผู้ส่งและผู้รับ

URL (Universal Resource Locator)

ที่อยู่เว็บไซต์ที่ใช้ค้นหาหน้าเว็บหนึ่ง URL จะเป็นสิ่งที่นำไปยังหน้าใดหน้าหนึ่งภายในเว็บไซต์ URL ประกอบด้วยชื่อโดเมนและองค์ประกอบอื่นๆ ที่จำเป็นในการค้นหาหน้าเว็บหรือเนื้อหาที่เจาะจง

WWW (World Wide Web)

พื้นที่เก็บข้อมูลข่าวสารที่เชื่อมต่อกันทางอินเทอร์เน็ต มักจะใช้สับสนกับอินเทอร์เน็ตจริงๆ แล้ว www เป็นเพียงแค่บริการหนึ่งบนอินเทอร์เน็ตเท่านั้น

WAN (Wide Area Network)

เป็นระบบเครือข่ายที่ครอบคลุมบริเวณกว้าง ในระดับประเทศ หรือทั่วโลก เช่น เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet) ที่สามารถเข้าถึง และใช้บริการได้ในระดับโลก หรือ เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (เครือข่ายมือถือ) เป็นต้น

ZIP

วิธีรวมไฟล์จำนวนมากๆ ไว้เป็นไฟล์เดียวและขนาดไฟล์เล็กลงกว่าเดิม ทำให้สามารถส่งไฟล์หลายๆ ไฟล์ไปในคราวเดียวกันได้และส่งไฟล์ได้เร็วขึ้นเพราะไฟล์มีขนาดเล็กลง

ที่มา : https://tips.thaiware.com/1370.html

Google เตรียมแสดงข้อมูลรายงานเคส COVID-19 แต่ละประเทศใน Maps

Google เตรียมแสดงข้อมูลสรุปผล COVID-19 ทั่วโลกลง Google Maps ดูได้สะดวกขึ้น

Jane Wong ได้เผยแพร่ภาพหน้าจอแสดงให้เห็นถึงฟีเจอร์การแสดงข้อมูลเกี่ยวกับ COVID-19 บน Google Maps

ข้อมูลที่แสดงนี้จะเป็นข้อมูลจำนวนเคสในแต่ละพื้นที่แสดงอยู่บนพื้นที่นั้น ๆ แสดงค่าเฉลี่ยจาก 7 วันที่ผ่านมาต่อ 100,000 คน ว่ามีค่าที่ลดลงหรือมากขึ้น โดยเบื้องต้นนี้จะเป็นข้อมูลจาก WikipediaThe New York TimesJohns Hopkins University, และ Brihanmumbai Municipal Corporation

จากภาพหน้าจอเราจะเห็นได้ว่า ฟีเจอร์นี้ไม่ได้มีข้อมูลแค่ในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลจากหลาย ๆ ประเทศ ถ้าฟีเจอร์นี้ถูกเปิดใช้งานน่าจะช่วยใครหลาย ๆ คนที่มีแผนที่จะไปประเทศต่าง ๆ

อ้างอิง https://www.beartai.com/news/covid-19/475898

แฮกเกอร์เปลี่ยนเป้าหมาย เพราะเหยื่อรายเดิม เริ่มยากเกินไป

ที่ผ่านมาเราอาจเห็นแฮกเกอร์จ้องโจมตีบริษัทใหญ่  ๆ มีเงินหนา หรือธุรกิจที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นส่วนสำคัญในการดำเนินงาน เพราะโอกาสสูงที่บริษัทเหล่านี้จะจ่ายเงินให้กับพวกเขา

แต่เมื่อมีข่าวการโจมตีมากขึ้น เกิดขึ้นแทบจะรายวัน ทำให้บริษัทส่วนใหญ่หันมากลงทุนด้านระบบไอทีมากขึ้นและรู้ดีว่สไม่ควรจ่ายเงินสนับสนุนพวกเขา เพราะจะยิ่งทำให้พวกเขากลับมาโจมตีอีก

แต่แฮกเกอร์ก็คือแฮกเกอร์ เมื่อโจมตีบริษัทหนึ่งไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนเป้าหมายไปที่อื่นแทน และระบบสาธารณูปโภคคือหนึ่งในนั้น

ระบบสาธารณูปโภคประกอบไปด้วย 4 ส่วนหลัก ๆ สำคัญคือ ไฟฟ้า น้ำ การเดินทาง และเครื่อข่ายโทรคมนาคม ซึ่งไฟฟ้าและน้ำนั้นกำลังกลายเป็นเป้าโจมตีหลัก เพราะองค์กรส่วนใหญ่ที่ดำเนินการคือรัฐหรือรัฐวิสหกิจ และส่วนใหญ่ พวกนี้มักไม่ได้ลงทุนเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยเท่าไหร่นัก

แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ?

ในเดือนเมษายน 2020 กลุ่มแฮกเกอร์อิสลามที่ขนานนาม “กองทัพอิเล็กทรอนิกส์กรุงเยรูซาเล็ม” (หรือ J.E.Army) ได้ตั้งเป้าหมายโจมตีไปที่หน่วยงานการประปาของอิสราเอลเพื่อจะปรับเปลี่ยนค่าการใส่คลอลีนในน้ำ แต่เหมือนจะเด็ก ๆ ไปหน่อย การโจมตีนี้ได้รับแก้ไขอย่างรวดเร็ว แต่ถึงกระนั้น  หน่วยงานด้านความปลอดภัยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เรียกร้องให้ทุกบริษัทที่ทำงานในภาคพลังงานและน้ำเปลี่ยนรหัสผ่านสำหรับระบบที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทั้งหมด

ในเดือนมกราคม 2563 บริษัทกรีนวิลล์วอเตอร์ ผู้ให้บริการประปาซึ่งให้บริการผู้อยู่อาศัยเกือบ 500,000 คนในเขตตอนเหนือของมลรัฐเซาท์แคโรไลนาประกาศว่าได้รับการโจมตีทางไซเบอร์ที่ส่งผลต่อการชำระเงินออนไลน์สำหรับผู้คนกว่าครึ่งล้าน

ทั้งสองตัวอย่างเริ่มเป็นภาพชัดว่า  แฮกเกอร์เริ่มหันมาโจมตีระบบสาธารณูปโภคมากขึ้น เหตุเพราะอาจหวังผลการโจมตีได้มากกว่า แต่ประเด็นหลักสำคัญของสาธารณูปโภคเหล่านี้คือระบบส่วนใหญ่อาจจะยังเป็น Manual อยู่ แต่ระบบที่ให้บริการกับประชาชนที่เป็นระบบออนไลน์ อาจจะกลายเป็นเป้าหมายสำคัญก็เป็นได้

ที่ผ่านมาเราอาจเห็นแฮกเกอร์จ้องโจมตีบริษัทใหญ่  ๆ มีเงินหนา หรือธุรกิจที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นส่วนสำคัญในการดำเนินงาน เพราะโอกาสสูงที่บริษัทเหล่านี้จะจ่ายเงินให้กับพวกเขา

แต่เมื่อมีข่าวการโจมตีมากขึ้น เกิดขึ้นแทบจะรายวัน ทำให้บริษัทส่วนใหญ่หันมากลงทุนด้านระบบไอทีมากขึ้นและรู้ดีว่สไม่ควรจ่ายเงินสนับสนุนพวกเขา เพราะจะยิ่งทำให้พวกเขากลับมาโจมตีอีก

แต่แฮกเกอร์ก็คือแฮกเกอร์ เมื่อโจมตีบริษัทหนึ่งไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนเป้าหมายไปที่อื่นแทน และระบบสาธารณูปโภคคือหนึ่งในนั้น

ระบบสาธารณูปโภคประกอบไปด้วย 4 ส่วนหลัก ๆ สำคัญคือ ไฟฟ้า น้ำ การเดินทาง และเครื่อข่ายโทรคมนาคม ซึ่งไฟฟ้าและน้ำนั้นกำลังกลายเป็นเป้าโจมตีหลัก เพราะองค์กรส่วนใหญ่ที่ดำเนินการคือรัฐหรือรัฐวิสหกิจ และส่วนใหญ่ พวกนี้มักไม่ได้ลงทุนเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยเท่าไหร่นัก

แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ?

ในเดือนเมษายน 2020 กลุ่มแฮกเกอร์อิสลามที่ขนานนาม “กองทัพอิเล็กทรอนิกส์กรุงเยรูซาเล็ม” (หรือ J.E.Army) ได้ตั้งเป้าหมายโจมตีไปที่หน่วยงานการประปาของอิสราเอลเพื่อจะปรับเปลี่ยนค่าการใส่คลอลีนในน้ำ แต่เหมือนจะเด็ก ๆ ไปหน่อย การโจมตีนี้ได้รับแก้ไขอย่างรวดเร็ว แต่ถึงกระนั้น  หน่วยงานด้านความปลอดภัยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เรียกร้องให้ทุกบริษัทที่ทำงานในภาคพลังงานและน้ำเปลี่ยนรหัสผ่านสำหรับระบบที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทั้งหมด

ในเดือนมกราคม 2563 บริษัทกรีนวิลล์วอเตอร์ ผู้ให้บริการประปาซึ่งให้บริการผู้อยู่อาศัยเกือบ 500,000 คนในเขตตอนเหนือของมลรัฐเซาท์แคโรไลนาประกาศว่าได้รับการโจมตีทางไซเบอร์ที่ส่งผลต่อการชำระเงินออนไลน์สำหรับผู้คนกว่าครึ่งล้าน

ทั้งสองตัวอย่างเริ่มเป็นภาพชัดว่า  แฮกเกอร์เริ่มหันมาโจมตีระบบสาธารณูปโภคมากขึ้น เหตุเพราะอาจหวังผลการโจมตีได้มากกว่า แต่ประเด็นหลักสำคัญของสาธารณูปโภคเหล่านี้คือระบบส่วนใหญ่อาจจะยังเป็น Manual อยู่ แต่ระบบที่ให้บริการกับประชาชนที่เป็นระบบออนไลน์ อาจจะกลายเป็นเป้าหมายสำคัญก็เป็นได้

อ้างอิง https://www.techhub.in.th/hacker-focus-on-public-utility/?fbclid=IwAR1N51LV2-xoC6VbEnGjTZGuCImUXFMGnMPQYadG2vkt3y9Wa_QDs5Z1dB4

How to วิธีตรวจสอบปัญหา RAM และเช็คแรมในเครื่อง

RAM เป็นหนึ่งอุปกรณ์สำคัญในคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่เก็บข้อมูลแล้วส่งไปประมวลที่ CPU หากไม่มี RAM คอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถทำงานได้ หรือหากมี RAM ที่น้อยเกินไป เครื่องก็มีหน่วงและกระตุกกันบ้าง แต่ Techhub มีวิธีเช็คนะ

ทำไมเราถึงรู้ว่าคอมเครื่องเรามี RAM เท่าไหร่

  • เพื่อคอมช้าและมีหน่าวง : หาก RAM ที่มีอยู่ของคุณต่ำอาจสันนิฐานได้ว่า อาจเป็นเพราะ RAM
  • Software requirements หรือความต้องการซอฟต์แวร์ เพราะทุกวันนี้โปรแกรมต่าง ๆ นั้นเรียกใช้งาน RAM เยอะซะเหลือเกิน โดยเฉพาะเกม และโปรแกรมด้านกราฟฟิก
  • ช่วยให้คำนวนการอัพเกรด RAM เพิ่มได้ง่ายขึ้น เมื่อเรารู้ว่าเครื่องเรามี RAM เท่าไหร่

วิธีตรวจสอบ RAM ผ่าน Command Prompt ใน Windows 10

  • ไปที่ปุ่ม Start พิมพ์ Command Prompt
  • หากจะตรวจสอบ RAM ที่มีทั้งหมด ให้พิมพ์ : systeminfo | findstr /C:”Total Physical Memory”
  • หากจะตรวจสอบ RAM ที่เหลือว่าให้ใช้ : systeminfo | find “Available Physical Memory”
  • ตรวจสอบ RAM ผ่านคำสั่ง DirectX Tool

    • ไปที่ปุ่ม Start  พิมพ์ RUN แล้วกด Enter
    • ในหน้าคำสั่ง RUN พิมพ์ dxdiag จากนั้นรอสักพัก ให้เราดูที่ช่องคำวา Memory จะเห็นว่าคอมเรามี Ram เท่าไหร่
    • การดูผ่านแผง Dashboard ของเครื่อง

      • อันนี้ง่ายมาก คลิ๊กขวาที่ Tab ด้านล่าง เลือก Task Manager แล้วไปที่คำว่า Performance จะเห็นว่า RAM เรามีเท่าไหร่ และถูกใช้ไปเท่าไหร่

      การเช็คความเข้ากันได้ของ RAM

      เคยไหม ซื้อคอมจากร้านมา สั่งให้ประกอบจนนเสร็จ กลับมาบ้านเล่น ๆ ไปสักพักขึ้น Blue Scree มั่ง รีสตาร์ทเองบ้าง ปัญหานี้ส่วนใหญ่มาจาก RAM ที่เข้ากันไม่ได้

      เรื่องนี้ อาจเกิดจากความไม่เข้ากันของ  RAM ที่แม้จะบัสเดียวกัน แบรนด์เดียวกัน จำนวน GB เท่ากัน แต่กลับมีปัญหาซะงั้น มาดูวิธีเช็คง่าย ๆ ครับ

      ไปที่ปุ่ม Start พิมพำคำว่า Windows Memory Diagnostic จากนั้นกด Enter โดยโปรแกรมจะขึ้นว่าให้เรารีสตาร์ทคอมพิวเตอร์ไหม ให้เรากดยินยอม

      *หมายเหตุ การตรวจสอบนี้ อาจใช้เวลาสักพัก แต่ถ้าสำเร็จแล้วไม่มีปัญหา ในช่อง Status จะเขียนว่า No Problem  have been detected yet. แต่หากไม่ขึ้นแบบนี้ สันนิฐานไว้ก่อนว่า RAM อาจจะมีปัญหา และหากเรามีปัญหา Blue Screen บ่อย ๆ ก็เอาแรมไปเคลมจ้า

ที่มา https://www.techhub.in.th/how-to-check-ram-problem/

ยิ่งอัพยังเหลว แพทซ์ Windows 10 ล่าสุด พบบูธเครื่องช้าและขึ้น Blue screen

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรเป็นสาเหตุ หรือช่วงนี้อาจจะเป็นช่วงขาลงของ Microsoft หรือเปล่า ที่ยิ่งปล่อยแพทซ์อัพเดทยิ่งพบปัญหา

ล่าสุด เว็บไซต์ Techradar เปิดเผยข้อมูลการอัพเดท Windows 10 เวอร์ชั่น KB4532695 ซึ่งเปิดให้อัปเดตตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2019 และจากนั้นมาก็ทำให้เกิดปัญหา Blue Screen มาตลอด

และบางคนพบว่าการบูธเครื่องนั้นช้าลงมากกว่าเดิม  โดย Windows อาจค้างที่หน้าจอเริ่มต้นเมื่อเปิดเครื่อง ซึ่งยังไม่รู้ว่า Windows ติดการดึงข้อมูลจากไหน

ปัญหานี้ถือเป็นหวยนะ ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน แต่คนที่โดนก็ไม่ได้อยากโดนอะนะ โดย Microsoft ก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ ได้แต่ออกแพทซ์เพิ่ม แต่นั่นก็เหมือนเอาน้ำมันไปลาดไฟ ที่แก้แล้วแก้อีก็ไม่หายเสียที

ทั้งนี้ หากใครยังไม่มั่นใจ ก็อย่าพึ่งรีบอัพ แต่หากใครเริ่มอัพแล้วมีปัญหาก็ให้ย้อนกลับไปขั้นตอนก่อนหน้า โดย

ไปที่ Setting >เลือก Update & Security >เลือก Recovery >เลือก Go back to your previous version of Windows  เเต่ขั้นตอนนี้จะไม่สามารถทำได้ หากคุณได้อัพเดท Windows นานเกินกว่า 10 วัน หรือหากคุณได้ติดตั้งตัวเลือกอื่น ๆ ที่ไม่สามารถย้อนกลับได้

 

อ้างอิง https://www.techhub.in.th/windows-10-path-failed/?fbclid=IwAR2uoi_bQDgyQXibLoApGKVhWbN8pQ6iuYW5JPu9R98Ry6PUDnmPjx9E9tw

4 ความลับที่ถูกซ่อนไว้ใน SUM ของ Excel

พี่มิ้งค์เชื่อว่าเวลาพูดถึงโปรแกรม Excel คำสั่งที่ทุกคนรู้จักและใช้กันเยอะสุดน่าจะหนีไม่พ้น SUM ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่ช่วยหาผลรวมของกลุ่มตัวเลข แต่รู้ไหมครับว่าบนเรื่องแสนธรรมดาก็มีความลับอะไรบางอย่างซ่อนอยู่

พี่มิ้งค์เลยจะขอชวนทุกคนมาร่วมสนุกกับการค้นหาความลับที่ถูกซ่อนไว้ในฟังก์ชัน SUM ของ Excel แบบที่ถ้ารู้แล้วจะต้องร้องอื้อหือ (เว่อร์ไปนิดสส์ อิอิ)

ความลับที่ 1  แค่ไฮไลต์ก็ได้ผลรวมอย่างรวดเร็ว
• ก่อนอื่นพี่มิ้งค์ขขอให้พิมพ์ตัวเลขลงในตารางตามรูปตัวอย่าง
• จากนั้นให้ไฮไลต์แนวตั้ง ตามรูปคือเซลล์ A1 ถึง A5 จากนั้นคลิกปุ่ม Auto Sum ก็ได้ผลรวมในแนวคอลัมน์ทันที โดยผลลัพธ์จะแสดงที่ช่อง A6
• คราวนี้ลองไฮไลต์เซลล์ A1 ถึง B1 ในแนวนอน แล้วคลิกปุ่ม Auto Sum ก็จะได้ผลรวมในแนวนอนได้เหมือนกัน

ความลับที่ 2 หาผลรวมไม่จำเป็นต้องอยู่ติดกันก็ทำได้
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าการหาผลรวมต้องอยู่ในช่วงเซลล์ที่อยู่ติดกัน ทั้งที่ไม่เกี่ยว พี่มิ้งค์ยังขอให้ใช้ตารางเดิมที่สร้างไว้ คราวนี้ให้คลิกที่เซลล์ A8 จากนั้นคลิกปุ่ม Auto Sum แล้วคลิกที่เซลล์ A1 ใช้มืออีกข้างกดปุ่ม Ctrl ค้างไว้ แล้วเลื่อนเมาส์ไปคลิกที่เซลล์ A4 กด Enter ก็จะได้ผลลัพธ์เป็น =SUM(A1,A4)

ความลับที่ 3 เลือกหาผลรวมเฉพาะตัวเลขที่ตกอยู่ในเงื่อนไขที่กำหนด
เทคนิคนี้น่าจะเป็นที่ถูกใจ สำหรับกรณีที่ในตารางมีตัวเลขมากมาย แต่เราไม่ได้อยากเอาตัวเลขทั้งหมดมารวม พี่มิ้งค์จะลองหาผลรวมของตัวเลขในตารางตัวอย่างที่สร้างไว้ เฉพาะกลุ่มตัวเลขที่มากกว่า 5 โดยให้คลิกที่เซลล์ A6 จากนั้นพิมพ์สูตร =SUMIF(A1:B5,”>5″) แล้วกด Enter จะได้ผลลัพธ์ 30 (ทั้งที่ปกติถ้าเอาตัวเลขทั้งหมดมารวมจะได้ผลมรวมอยู่ที่ 50)

ความลับที่ 4 หาผลรวมแบบใช้เงื่อนไขเป็นตัวอักษร ก็ยังทำได้นะ
คราวนี้ต้องสร้างตารางใหม่ เป็นตารางเกี่ยวกับยอดขายอาหารและผักผลไม้ จากนั้นเราจะมาหาผลรวมของแต่ละหัวข้อกัน ให้พิมพ์ตารางตามแบบรูปล่างสุด และใส่สูตรในตำแหน่งตามที่พี่มิ้งค์ระบุตามนี้เลยนะ

อ่านถึงตรงนี้ชอบไม่ชอบก็แนะนำติชมมาถึงพี่มิ้งค์ได้นะครับ

ที่มา https://www.techhub.in.th/4sum/

อินเทลเปิดตัวแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์และการวิเคราะห์ขั้นสูงที่ล้ำหน้าที่สุด พร้อมเผยโปรเซสเซอร์ โซลูชันหน่วยความจำ การจัดเก็บข้อมูล และ FPGA ใหม่ๆ

อินเทลเปิดตัวโปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 เสริมทัพฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์ของบริษัท เพื่อให้ลูกค้าสามารถเร่งการพัฒนาและใช้งานเวิร์คโหลดปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) และการวิเคราะห์ขั้นสูง (Analytics) ในสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่นในศูนย์ข้อมูล ระบบเครือข่าย และ Edge อัจฉริยะ โปรเซสเซอร์เพื่อการใช้งานเมนสตรีมสำหรับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 เป็นโปรเซสเซอร์ตัวแรกสุดของอุตสาหกรรมที่รองรับ bfloat16 ได้ในตัว ช่วยให้การอนุมานและการเรียนรู้ของ AI สามารถทำได้อย่างกว้างขวางขึ้นบน CPU อเนกประสงค์ เพื่อการประยุกต์ใช้ที่หลากหลาย เช่น การจำแนกรูปแบบภาพ โปรแกรมให้คำแนะนำ การรู้จำเสียงพูด และการสร้างโมเดลภาษา

“ความสามารถในการปรับใช้ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงอย่างรวดเร็วจำเป็นสำหรับธุรกิจในปัจจุบัน อินเทลยังคงมุ่งมั่นที่จะยกระดับการเร่งปัญญาประดิษฐ์ในตัวและการปรับแต่งประสิทธิภาพซอฟต์แวร์ของโปรเซสเซอร์ ให้เป็นพลังขับเคลื่อนศูนย์ข้อมูล และโซลูชัน Edge ทั่วโลก ตลอดจนสามารถคัดเลือกข้อมูลเฉพาะที่เป็นประโยชน์เหนือกว่าใคร เพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึกจากข้อมูลได้อย่างสูงสุด”

–ลิซ่า สเปลแมน รองประธานและผู้จัดการทั่วไป กลุ่มผลิตภัณฑ์ Xeon และหน่วยความจำของอินเทล

เพราะเหตุใดจึงสำคัญ: เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และการวิเคราะห์ขั้นสูงจะเปิดโอกาสใหม่ๆ แก่ลูกค้าของอินเทลในหลากหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเงิน สุขภาพ อุตสาหกรรม โทรคมนาคม และการขนส่ง โดยองค์กร IDC ได้คาดการณ์ว่าภายในปี 2564 จะมีแอปพลิเคชันระดับองค์กร 75 เปอร์เซ็นต์ที่นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้งาน1 และภายในปี 2568 ประมาณหนึ่งในสี่ของข้อมูลทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะถูกสร้างขึ้นแบบเรียลไทม์ โดยกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นมาจะถูกสร้างโดยอุปกรณ์ IoT ที่หลากหลาย2

พอร์ทโฟลิโอที่ครบครันกว่าใคร และระบบสนับสนุนระบบนิเวศสำหรับปัญญาประดิษฐ์และการวิเคราะห์ขั้นสูง: แพลตฟอร์มข้อมูลใหม่ของอินเทล พร้อมด้วยระบบนิเวศที่เติบโตจากจำนวนพาร์ทเนอร์มากมายที่ใช้งานเทคโนโลยี Intel AI ได้รับการปรับแต่งมาเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดให้ธุรกิจสามารถสร้างรายได้จากข้อมูลผ่านการปรับใช้บริการ AI และการวิเคราะห์ขั้นสูงอัจฉริยะ

  • โปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น ใหม่อินเทลกำลังเดินหน้าขยายการลงทุนในเทคโนโลยีการเร่งปัญญาประดิษฐ์ (AI acceleration) ที่อยู่ในโปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 รุ่นใหม่ ผ่านการผสานการรองรับ bfloat16 ให้เข้ากับเทคโนโลยี Intel DL Boost ที่ไม่เหมือนใคร โดย bfloat16 เป็นรูปแบบตัวเลขขนาดกระชับที่ใช้จำนวนบิตเพียงครึ่งหนึ่งของรูปแบบ FP32 ในปัจจุบัน แต่สามารถสร้างโมเดลและการจำลองที่แม่นยำใกล้เคียงกัน โดยแทบไม่จำเป็นต้องแก้ไขส่วนหนึ่งส่วนใดในซอฟต์แวร์เลย การเพิ่มการรองรับ bfloat16 จะช่วยเร่งการเรียนรู้และประสิทธิภาพการอนุมานของ AI บน CPU โดยดิสทริบิวชันต่างๆ ของเฟรมเวิร์คการเรียนรู้เชิงลึกชั้นนำ (เช่น TensorFlow และ Pytorch) ที่ปรับเพิ่มประสิทธิภาพโดยอินเทล สามารถรองรับรูปแบบ bfloat16 และพร้อมใช้งานผ่านชุดเครื่องมือ Intel AI Analytics นอกจากนี้ อินเทลยังรองรับ bfloat16 เต็มประสิทธิภาพผ่าน ชุดเครื่องมือ OpenVINO และบนสภาพแวดล้อม ONNX Runtime เพื่อเริ่มใช้งานการอนุมานได้ง่ายขึ้น

โปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 (ภายใต้ชื่อ “Cooper Lake”) พัฒนาจากโปรเซสเซอร์แบบ 4 และ 8 ซ็อกเก็ตของอินเทล โดยโปรเซสเซอร์เจนเนอเรชั่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการเรียนรู้เชิงลึก การทำงานเวอร์ชวลแมชชีนพร้อมกันหลายเครื่อง (VM density) ฐานข้อมูลในหน่วยความจำ แอปพลิเคชันสำหรับภารกิจสำคัญ และเวิร์คโหลดที่เน้นการวิเคราะห์ขั้นสูง ทั้งนี้กลุ่มลูกค้าที่กำลังพิจารณาปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้งานมานาน สามารถคาดหวังประสิทธิภาพที่สูงขึ้นถึง 1.9 เท่าเมื่อใช้งานเวิร์คโหลดที่เกิดขึ้นบ่อย3 หรือเพิ่มจำนวนเวอร์ชวลแมชชีนสูงสุดถึง 2.2 เท่า เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มใกล้เคียงกันประเภท 4 ซ็อกเก็ต ที่มีอายุการใช้งานมาแล้ว 5 ปี4

  • หน่วยความจำถาวร Intel Optane ใหม่สำหรับ ปัญญาประดิษฐ์และการวิเคราะห์ขั้นสูง: นอกจากนี้อินเทลยังแนะนำหน่วยความจำถาวร Intel Optane ซีรีส์ 200 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์ม Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 ที่ให้หน่วยความจำต่อซ็อกเก็ตสูงสุดถึง 5 เทระไบต์ เพื่อการบริหารจัดการเวิร์คโหลดที่เน้นข้อมูล เช่น ฐานข้อมูลในหน่วยความจำ การทำเวอร์ชวลไลเซชันแบบหนาแน่น การวิเคราะห์ขั้นสูง และในคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง

  • หน่วยความจำ Intel 3D NAND SSD ใหม่สำหรับระบบที่จัดเก็บข้อมูลด้วยการจัดเรียงแบบ All-flash อินเทลได้เปิดตัวหน่วยความจำ Intel 3D NAND SSD รุ่นใหม่ ที่มีปริมาณการจัดเก็บข้อมูลสูงภายใต้ชื่อ Intel SSD D7-P5500 และ P5600 หน่วยความจำ 3D NAND SSD นี้สร้างจากเทคโนโลยี 3D NAND ด้วยเซลล์สามระดับ (Triple-level cell – TLC) ล่าสุดของอินเทล พร้อมตัวควบคุม PCle ความหน่วงต่ำแบบใหม่หมด เพื่อให้ตรงกับความต้องการคุณสมบัติ IO ขั้นสูงของเวิร์คโหลด ปัญญาประดิษฐ์และการวิเคราะห์ขั้นสูงพร้อมฟีเจอร์สุดล้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศและความปลอดภัยของข้อมูล
  • FPGA แบบ AI-Optimized ตัวแรกของอินเทล: อินเทลเผยว่า Intel® Stratix® 10 NX FPGA ที่กำลังจะวางจำหน่าย จะเป็นอุปกรณ์ FPGA ตัวแรกของอินเทลที่พัฒนามาเพื่อปัญญาประดิษฐ์โดยเฉพาะ เพื่อเร่งปัญญาประดิษฐ์ด้วยแบนด์วิดธ์ที่สูงและความหน่วงที่ต่ำ โดยอุปกรณ์ FPGA ใหม่เหล่านี้จะเป็นกระบวนการเร่งปัญญาประดิษฐ์ (AI acceleration) ที่สามารถปรับแต่งได้ กำหนดค่าได้ และปรับสเกลได้ เหมาะสำหรับแอปพลิเคชันที่มีความต้องการด้านการคำนวณอย่างมาก เช่น การประมวลผลภาษาที่เป็นธรรมชาติ และการป้องกันการทุจริต อุปกรณ์ FPGA รุ่น Intel Stratix 10 NX มาพร้อมหน่วยความจำแบนด์วิดธ์สูง (High-bandwidth memory – HBM) ในตัว ความสามารถด้านเครือข่ายประสิทธิภาพสูง และการคำนวณทางคณิตศาสตร์แบบบล็อกที่ปรับแต่งมาสำหรับปัญญาประดิษฐ์ที่เรียกว่า AI Tensor Blocks ซึ่งประกอบด้วยการจัดเรียงอย่างหนาแน่นของตัวคูณที่ต้องการความแม่นยำระดับต่ำกว่า ที่มักใช้งานในแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ด้วยปัญญาประดิษฐ์
  • OneAPI การพัฒนาข้ามสถาปัตยกรรม เพื่อนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ที่ต่อเนื่อง: ในขณะที่อินเทล กำลังขยายจำนวนผลิตภัณฑ์กลุ่มปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงเพื่อตอบสนองความต้องการอันหลากหลายของลูกค้า อินเทลได้เริ่มปูทางให้นักพัฒนาสามารถเขียนโปรแกรมเพื่อรันบนคอร์หรือโปรเซสเซอร์ที่แตกต่างกัน (Heterogeneous programming) ได้ง่ายดายขึ้น ด้วยพอร์ทโฟลิโอชุดเครื่องมือข้ามสถาปัตยกรรม OneAPI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ ทั้งนี้ ด้วยเครื่องมือขั้นสูงเหล่านี้ นักพัฒนาจะสามารถเร่งเวิร์คโหลดปัญญาประดิษฐ์ทั้งบน CPU, GPU และอุปกรณ์ FPGA ของอินเทล อีกทั้งยังมั่นใจได้ว่าโค้ดโปรแกรมจะสามารถเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์กับโปรเซสเซอร์และตัวเร่งความเร็วของอินเทล ทั้งรุ่นปัจจุบันและในรุ่นถัดๆ ไป
  • กลุ่มผลิตภัณฑ์โซลูชัน Intel Select ที่ยกระดับไปอีกขั้น ตอบโจทย์ความต้องการอันดับต้นของวงการไอที: อินเทลได้ยกระดับกลุ่มผลิตภัณฑ์โซลูชัน Intel Select เพื่อเร่งการปรับใช้งานความต้องการด้านไอทีที่เร่งด่วนที่สุด ซึ่งเน้นคุณค่าของการส่งมอบโซลูชันที่ผ่านการรับรองล่วงหน้า ท่ามกลางโลกธุรกิจปัจจุบันที่วิวัฒนาการอย่างรวดเร็ว โดยวันนี้อินเทลเปิดตัว 3 โซลูชันใหม่และปรับปรุงอีก 5 โซลูชันเดิมใน Intel Select โดยเน้นด้านการวิเคราะห์ขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ และโครงสร้างพื้นฐานแบบ Hyper-converged โดยมีการเริ่มใช้งานโซลูชัน Intel Select ใหม่ในการวิเคราะห์จีโนมขั้นสูงทั่วโลกแล้วเพื่อค้นหาวัคซีน COVID-19 และยังมีการใช้โซลูชัน Intel Select ใหม่กับ VMware Horizon VDI บน vSAN เพื่อยกระดับการเรียนรู้จากทางไกล
  • ช่วงเวลาที่คุณจะสามารถเป็นเจ้าของได้:  โปรเซสเซอร์อินเทล Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 และหน่วยความจำถาวร Intel Optane ซีรีส์ 200 เริ่มจัดส่งให้แก่ลูกค้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Facebook ได้ประกาศว่าจะเริ่มใช้โปรเซสเซอร์อินเทล Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 เป็นพื้นฐานในเครื่องเซิร์ฟเวอร์ Open Compute Platform (OCP) ของบริษัท และยังมีผู้ให้บริการคลาวด์ (CSP) ชั้นนำหลายราย เช่น Alibaba, Baidu และ Tencent ที่ได้ประกาศแล้วเช่นกันว่าจะเริ่มใช้โปรเซสเซอร์เจนเนอเรชั่นล่าสุดนี้ สำหรับผู้ผลิตอุปกรณ์ (OEM) คาดว่าจะพร้อมผลิตระบบที่มีโปรเซสเซอร์รุ่นนี้ในครึ่งหลังของปี 2563 ส่วนหน่วยความจำ 3D NAND SSD รุ่น Intel SSD D7-P5500 และ P5600 พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ และท้ายสุดอุปกรณ์ FPGA รุ่น Intel Stratix 10 NX คาดว่าจะพร้อมวางจำหน่ายในครึ่งหลังของปีนี้

เชิงอรรถ:

(1)  IDC, Worldwide Storage for Cognitive/AI Workloads Forecast, 2018–2022, #US43707918e, April 2018

(2)  IDC, Edge computing, 5G and AI — the perfect storm for government systems, Shawn McCarthy, April 8, 2020

การกำหนดค่า:

(3)  โปรเซสเซอร์ Intel® Xeon® Platinum 8380H เจนเนอเรชั่น รุ่นใหม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพเวิร์คโหลดได้ 1.9 เท่าโดยเฉลี่ย เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มที่มีอายุการใช้งานประมาณ ปี สามารถดูได้จากการยืนยันข้อ 11 ที่ www.intel.com/3rd-gen-xeon-configs

(4)  แพลตฟอร์ม Intel® Xeon® Scalable เจนเนอเรชั่น ใหม่ และหน่วยความจำตระกูล Intel® SSD Data Center สามารถรันเวอร์ชวลแมชชีนได้เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 2.2 เท่า เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มแบบ 4 ซ็อกเก็ต ที่มีอายุการใช้งาน ปี สามารถดูได้จากการยืนยันข้อ ที่ www.intel.com/3rd-gen-xeon-configs

อ้างอิง https://www.techhub.in.th/intel-xeon-scalable-gen-3-th-for-ai-2020/?fbclid=IwAR2Ds0XEs5-KI4TEhozhOmZmtZK2Vref9stObMojNhhC0bn9rmglR3btJG8