ดีป้า ประกาศ สตาร์ทอัพ ENRES คว้ารางวัลจากโปรแกรม “depa Accelerator Program”

ENRES (Energy Response) สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีการประหยัดพลังงานทางเลือกใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI คว้ารางวัลโครงการ depa Accelerator Program….

highlight

  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า จับมือ บริษัท ฮับบา จำกัด บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด และองค์กรพันธมิตรอื่น ๆ จัดงานประกาศผลรางวัลสุดยอดสตาร์ทอัพไทยในโครงการเร่งการเติบโตดิจิทัลสตาร์ทอัพด้านเมืองอัจฉริยะ “Smart City” หรือ depa Accelerator Program (ASEAN’s First Smart City Accelerator) ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพของดิจิทัลสตาร์ทอัพผู้เข้าร่วมโครงการ ตลอดจนสร้างเครือข่ายสนับสนุน และเพิ่มโอกาสในการเติบโตสู่ระดับสากล ENRES (Energy Response) สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีการประหยัดพลังงานทางเลือกใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI ช่วย คว้ารางวัลชนะเลิศ เกิดต้นแบบการบริหารจัดการพลังงานที่ตอบโจทย์ปัญหาเมืองอย่างแท้จริง

ENRES คว้ารางวัลจากโปรแกรม “depa Accelerator Program”

ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ “ดีป้า” กล่าวว่า depa Accelerator Program เป็นโครงการเร่งการเติบโตให้แก่ดิจิทัลสตาร์ทอัพด้านเมืองอัจฉริยะ โครงการแรกในอาเซียน

ที่เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพเข้าร่วมโครงการเพื่อนำผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีอยู่มาพัฒนาต่อยอด ผ่านการทำเวิร์คช็อปกับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมรับฟังปัญหาและความต้องการจากตัวแทนเมืองอัจฉริยะ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ขอนแก่น เชียงใหม่ และภูเก็ต

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า 

เพื่อให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่พัฒนาโดยดิจิทัลสตาร์ทอัพไทย ในการแก้ไขปัญหาด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเมืองสูงสุด ตลอดจนการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ดีป้าในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานเมืองอัจฉริยะประเทศไทย ควบคู่กับภารกิจการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งการส่งเสริมและสนับสนุนดิจิทัลสตาร์ทอัพให้เติบโตถึงระดับสากล เป็นอีกแผนการดำเนินงานที่สำคัญ สำหรับโครงการ  Accelerator Program เปิดโอกาสให้ดิจิทัลสตาร์ทอัพได้นำโซลูชันของตนเองมาปรับใช้

โดยดีป้าได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างความต้องการคนในพื้นที่ และดิจิทัลสตาร์ทอัพผู้ให้บริการเทคโนโลยี เกิดเป็นโมเดลการทำงานที่มุ่งพัฒนา เริ่มจากการรับฟังปัญหาที่พบเจอในแต่ละพื้นที่ สู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่แก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทย

โดยการเฟ้นหาสุดยอดสตาร์ทอัพไทยภายใต้โครงการ Accelerator Program เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2562 จากผู้สมัครเข้าร่วมทั้งสิ้น 165 ทีม ผ่านการคัดเลือกเหลือ 20 ทีม ที่มีแนวคิด ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่พร้อมตอบโจทย์การพัฒนาเมืองเพื่อผู้บริโภคและภาคธุรกิจ

ครอบคลุมนวัตกรรมการแก้ปัญหาด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ใน 7 ด้าน ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานเมืองอัจฉริยะประเทศไทย ประกอบด้วย สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance) การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) และ พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People)

โดยตลอดระยะเวลา 12 สัปดาห์ในการดำเนินโครงการเหล่าสตาร์ทอัพที่ผ่านการคัดเลือกได้เปิดประสบการณ์การเรียนรู้ พร้อมรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ร่วมกิจกรรมเวิร์คช็อปจาก Google Launchpad และทีมวิทยากรผู้มากประสบการณ์ในวงการสตาร์ทอัพ

ตลอดจนได้ทำ Proof of Concept (POC) ร่วมกับ บริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง จำกัด บริษัท เชียงใหม่นครพิงค์พัฒนาเมือง จำกัด บริษัท ภูเก็ตพัฒนาเมือง จำกัด หอการค้าชลบุรี และสิริเวนเจอร์ (Siri Ventures) เพื่อพัฒนาศักยภาพผลิตภัณฑ์และบริการให้สามารถนำไปใช้ให้เกิดผลจริงอย่างมีประสิทธิภาพ

กฤษฎา ตั้งกิจ ผู้ร่วมก่อตั้ง ENRES 

ด้าน กฤษฎา ตั้งกิจ ผู้ร่วมก่อตั้ง ENRES (Energy Response) สตาร์ทอัพที่นำเสนอเทคโนโลยีการประหยัดพลังงานทางเลือกใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศของการแข่งขันครั้งนี้ ได้สร้างสรรค์แพลตฟอร์มนี้ผ่านการนำนวัตกรรมเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) และ AI (ปัญญาประดิษฐ์)

มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลให้เจ้าของธุรกิจสามารถรับรู้ และแก้ไขปัญหาภายในอาคาร เรื่อง ระบบไฟฟ้า น้ำ อากาศ และพลังงานไฟฟ้า ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากพบปัญหาในเรื่องของ ระบบไฟฟ้า น้ำ อากาศ และพลังงานไฟฟ้า ของหน่วยงาน และองค์กรที่มีขนาดพื้นที่ที่ใหญ่

การตรวจสอบ และควบคุมทั้งหมดทั้งพื้นที่อาจมีหลายจุดที่เจ้าของธุรกิจหรือผู้ดูแลเข้าไม่ถึง เราจึงมองว่าหากทำให้อาคารที่มีขนาดใหญ่เหล่านี้ประหยัดพลังงานได้ ช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ ลดการใช้พลังงาน เพื่อสภาพแวดล้อมที่ชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่ดีขึ้น

นับว่าเป็นมิติใหม่แห่งวงการสตาร์ทอัพไทยที่ได้ใช้นวัตกรรมรวมถึงระบบดิจิทัลเข้ามาแก้ไขปัญหาเมืองอัจฉริยะได้อย่างตอบโจทย์ และสามารถนำไปต่อยอดได้อย่างยั่งยืน สำหรับผู้ชนะเลิศในโครงการ Accelerator Program จะได้รับเงินรางวัล 600,000 บาท พร้อมโล่รางวัล

Huawei เตรียมหยุดผลิตชิป Kirin ผลกระทบจากแรงกดดันของสหรัฐ

Huawei เตรียมหยุดผลิตชิป Kirin ซึ่งเป็นชิปเซ็ตสำหรับใส่สมาร์ทโฟน Huawei โดยเฉพาะระดับเรือธง ทั้งนี้เกิดขึ้นจากผลกระทบจากแรงกดดันจากสหรัฐที่ได้ประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคม 2563 ไม่ให้คู่ค้าต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ทำการส่งมอบชิ้นส่วนในการผลิตสินค้าให้กับ Huawei ส่งผลกระทบต่อ Taiwan Semiconductor Manufacturing (TSMC) ผู้ผลิตชิปเซ็ต Kirin 9000 ให้กับ Huawei นั้น ได้หยุดรับคำสั่งผลิตชิปเซ็ตดังกล่าวจาก Huawei เมื่อเดือนพฤษภาคม 2563 เพราะชิปเซ็ตตัวนี้ต้องใช้บางชิ้นส่วนจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลต่อความกังวลของผู้ผลิตหากผลิตชิปต่อไป

Yu Chengdong ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Huawei เปิดเผยว่า ชิปเซ็ต Kirin จะหยุดผลิตตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2563 อาจส่งผลต่อการผลิตสมาร๋ทโฟนเรือธงอย่าง Huawei Mate 40 ที่ปกติจะต้องใช้ชิปเซ็ต Kirin 9000 อาจไม่สามารถใช้ชิปนั้นได้แล้ว

เบื้องหลังการผลิตชิปเช็ตมือถือ Kirin ของ Huawei ที่ผ่านมา แผนก HiSilicon ของ Huawei อาศัยซอฟต์แวร์จากบริษัทในสหรัฐอเมริกา เช่น Cadence Design Systems หรือ Synopsys ในการออกแบบชิปเซ็ตและจ้างการผลิตไปยัง Taiwan Semiconductor Manufacturing ซึ่งใช้อุปกรณ์จากบริษัทในสหรัฐอเมริกา โดยโปรเซสเซอร์ Kirin ซึ่งผลิตใช้เฉพาะสมาร์ทโฟนแบรนด์ Huawei เป็นโปรเซสเซอร์จีนเพียงตัวเดียวที่สามารถเทียบเคียงกับ Qualcomm ในด้านคุณภาพได้

แนะนำ 2 ฟีเจอร์เด็ดช่วยพิมพ์งานใน Google Docs

ฟีเจอร์ช่วยพิมพ์งานง่ายๆ ใน Google Docs

การเรียน หรือการทำงานในปัจจุบันหลายคนคงหนีไม่พ้นการพิมพ์งาน ซึ่งบางครั้งก็อาจมีจำนวนหลายหน้า นั่งพิมพ์จนปวดมือ, ปวดหลังก็ยังไม่เสร็จสักที หรือหากต้องแบ่งงานกับเพื่อน ก็ต้องเสียเวลาเอางานในไฟล์ของแต่ละคนมารวมกันอีก ในบทความนี้จะมาแนะนำฟีเจอร์ดีๆ ใน Google Docs ที่จะช่วยให้การพิมพ์งานเป็นเรื่องง่าย และประหยัดเวลาในการทำงานได้อีกด้วย

วิธีพิมพ์งานด้วยเสียงใน Google Docs

หลายคนเคยชินกับการนั่งพิมพ์งานด้วยตัวเองแต่ก็ใช้เวลานาน ฟีเจอร์นี้ช่วยให้เราประหยัดเวลาในการนั่งพิมพ์งานได้

  • เข้าหน้า Google เลือกที่แอป Google แล้วเลือก “เอกสาร”
  • เริ่มเอกสารใหม่เลือก “ว่าง”
  • เลือกที่ “เครื่องมือ (Tools)”
  • พิมพ์ด้วยเสียง (Voice Typing) หรือกด “ปุ่ม Ctrl + Shift + S”
  • เลือกภาษาที่ต้องการ
  • กดที่ไมโครโฟน 
  • เริ่มพูดข้อความ จากนั้นจะเห็นว่ามีข้อความขึ้นตามที่เราพูด 
  • ฟีเจอร์นี้สามารถตรวจจับคำตามที่พูดได้ค่อนข้างแม่นยำ จากที่ได้ทดลองใช้งานในภาษาไทย ก็ถือว่าใช้งานดีเลยทีเดียว เพราะมันสามารถพิมพ์คำตามที่เราพูดได้ถูกเกือบทั้งหมด อาจจะมีคำผิดบ้างขึ้นอยู่กับการออกเสียง และความเร็วในการพูดของเรา หากต้องการให้เอกสารมีความถูกต้องมากที่สุดควรจะพูดออกเสียงให้ชัดเจน และไม่พูดเร็วเกินไป เอกสารที่เราทำใน Google Docs จะบันทึกไปที่ Google Drive เองอัตโนมัติ

    วิธีพิมพ์งานพร้อมกันหลายคนใน Google Docs

    ทำงานกับเพื่อนบางครั้งก็มีปัญหาหลายอย่างบางครั้งเพื่อนไม่ช่วยทำงาน หรือเมื่อแยกกันทำงานก็เสียเวลาเราที่จะต้องนำไฟล์แต่ละคนมารวมกันอีก ฟีเจอร์นี้จะช่วยให้การช่วยกันทำงานกลุ่มง่ายขึ้น

  • เปิดหน้า Google Docs เลือก แชร์
  • ตั้งชื่อเอกสารแล้ว บันทึก
  • กรอกที่อยู่อีเมล (E-Mail Address) ของคนที่เราต้องการให้สิทธิ์เข้าถึงเอกสาร
  • หากจะส่งให้เพื่อนหลายคน ก็เปลี่ยนการตั้งค่าเป็นให้ทุกคนที่มีลิงก์สามารถแก้ไขเอกสารได้ > คัดลอกลิงก์ และกดเสร็จสิ้น จากนั้นก็จะสามารถส่งลิงก์ให้เพื่อนได้แล้ว
  • เราสามารถเห็นได้ว่าตรงไหนใครเป็นคนพิมพ์หรือแก้ไข
  • ส่วนฟีเจอร์นี้ก็เหมาะสำหรับการใช้ทำงานกลุ่มร่วมกันกับเพื่อน เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดเวลา ไม่ต้องนำเอกสารของแต่ละคนมาใส่ให้เป็นไฟล์เดียวกันแล้ว เรายังสามารถดูได้อีกด้วยว่าเพื่อนแต่ละคนแก้ไขหรือเพิ่มเนื้อหาในส่วนใดบ้าง

    การใช้ 2 ฟีเจอร์พร้อมกัน

    ทั้งสองฟีเจอร์นี้ช่วยให้การทำงานสะดวกรวดเร็วขึ้น และที่ดีกว่านั้นคือ เราสามารถใช้งานสองฟีเจอร์นี้ด้วยกันได้ถือว่าสะดวกสบายมากๆ เพียงแค่เราแชร์เอกสารให้เพื่อนๆ แล้วเลือกใช้งานฟีเจอร์พิมพ์ด้วยเสียงใครต้องการจะเพิ่มเนื้อหาตรงไหนก็เริ่มพูดได้เลย ซึ่งจากที่ลองใช้งานสามารถแยกเสียงของแต่ละคนได้ดี และเริ่มพูดพร้อมๆ กันได้เลย ข้อความก็จะแสดงตรงบริเวณที่เราเลือก และเราก็ยังสามารถดูได้เหมือนเดิมว่าใครพิมพ์ หรือแก้ไขตรงไหน

หลายคนคงเห็นประโยชน์ของทั้งสองฟีเจอร์นี้แล้ว สำหรับใครที่ต้องพิมพ์งานเยอะๆ หรือต้องแบ่งกันทำงานกับเพื่อนก็สามารถลองใช้ทั้งสองฟีเจอร์นี้ได้ เพราะนอกจากจะใช้งานได้ง่าย และไม่เสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังช่วยประหยัดเวลาในการทำงานอีกด้วย

ฟิล์มติดหน้าจอมือถือ แท็บเล็ต โน๊ตบุ๊ค มีกี่ประเภท? เลือกใช้ฟิล์มติดหน้าจอให้เหมาะกับการใช้งาน

ผู้ใช้สมาร์ทโฟนส่วนมากน่าจะเคยชินกับการมี “ฟิล์มติดหน้าจอ” ในการป้องกันรอยขีดข่วนให้กับหน้าจอสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือแม้แต่ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ถึงแม้หลายๆ ครั้งการติดฟิล์มจะไม่ได้ช่วยอะไรมากเพราะติดมาไม่ถึงวันก็เป็นรอยอีกแล้ว แต่ราคาของฟิล์มที่ติดมาเมื่อเทียบกับราคาของการเปลี่ยนหน้าจอสมาร์ทโฟนแล้วก็ถือว่าคุ้มกันอยู่ (แม้จะเจ็บใจที่เหมือนเสียเงินเปล่าก็ตาม)

และเมื่อไปที่ร้านขายฟิล์ม (หรือร้านรับติดฟิล์ม) ก็พบว่ามีฟิล์มติดหน้าจอหลากหลายรูปแบบให้เลือกทั้งฟิล์มกระจก, ฟิล์มใส, ฟิล์มด้าน, ฟิล์มตัดแสง และฟิล์มรูปแบบอื่นๆ หรือแบ่งประเภทของฟิล์มตามยี่ห้อและเกรดราคาที่แตกต่างกันออกไปอีกมากมาย จนทำให้สงสัยว่าฟิล์มติดหน้าจอมีกี่ประเภท และควรจะเลือกติดฟิล์มแบบใดให้เหมาะกับการใช้งานกัน ? มาเลือกจากหัวข้อด้านล่างนี้ได้เลย

ประเภทของฟิล์มติดหน้าจอ (Screen Protector Type)

ถึงแม้ว่าในร้านต่างๆ จะแบ่งฟิล์มตามรูปแบบหรือลักษณะการใช้งาน แต่หลักการแบ่งประเภทของฟิล์มติดหน้าจอนั้นสามารถแบ่งได้จากวัสดุที่ใช้ในการผลิต เพราะฟิล์มบางประเภทก็มีลักษณะที่คล้ายกัน แต่ผลิตจากวัสดุที่ต่างกัน และมีประสิทธิภาพที่ต่างกันนั่นเอง โดยเราจะสามารถแบ่งประเภทของฟิล์มติดหน้าจอออกได้เป็น 4 ประเภทหลักๆ ดังนี้

ฟิล์ม PET (Polyethylene Terephthalate)

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับพลาสติก PET ที่ใช้ทำขวดพลาสติกใส, ถุงร้อนใส่อาหาร หรือเส้นใยโพลีเอสเตอร์ที่ใช้ทำเสื้อผ้าและสิ่งทอ แต่พลาสติกประเภทนี้เองก็ใช้ทำฟิล์มติดกระจกของโทรศัพท์ด้วยเช่นเดียวกัน โดยฟิล์มประเภทนี้มีทั้ง ฟิล์มแบบใส, ฟิล์มแบบด้าน และฟิล์มเนื้อสัมผัสคล้ายกระดาษ (Paper Like)

ลักษณะของฟิล์ม PET จะเป็นฟิล์มเนื้อบางที่มีน้ำหนักเบา เมื่อติดฟิล์มแล้วค่อนข้างดูแนบเนียนไปกับตัวเครื่องเหมือนไม่ได้ติดฟิล์มใดๆ อีกทั้งยังมีราคาถูก และสามารถติดได้ด้วยตัวเอง (ติดแบบแห้ง) จึงทำให้ค่อนข้างได้รับความนิยมค่อนข้างสูง

แต่ด้วยความบางของฟิล์ม PET จึงทำให้มันไม่สามารถป้องกันหน้าจอได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าไรนัก เพราะมันทำได้เพียงแค่การป้องกันรอยนิ้วมือบนหน้าจอโทรศัพท์และรอยขนแมว (รอยขีดข่วนเล็กน้อยบนหน้าจอ) เท่านั้น

ฟิล์ม TPU (Thermoplastic Polyurethane)

ฟิล์ม TPU เป็นฟิล์มที่ผลิตมาจากพลาสติกที่มีความเหนียวและยืดหยุ่นสูง จึงทำให้มันมีความสามารถในการ “ฟื้นฟูตัวเอง” ได้เล็กน้อย และสามารถป้องกันได้ทั้งรอยนิ้วมือ, รอยขนแมว และคราบมันต่างๆ บนหน้าจอได้ เนื้อฟิล์มประเภทนี้จะมีลักษณะบางและน้ำหนักเบาคล้ายกับฟิล์มแบบ PET แต่เนื้อสัมผัสของฟิล์มจะมีความหนืดที่มากกว่าหน้าจอกระจกที่ไม่ติดฟิล์ม หรือฟิล์มใสรูปแบบอื่นๆ

และเนื่องจากฟิล์มประเภทนี้มีความยืดหยุ่นสูงกว่าฟิล์มประเภทอื่นๆ จึงเหมาะแก่การติดบนหน้าจอที่มีลักษณะโค้งมน (Curve) แบบเต็มจอและสามารถใช้งานร่วมกับการใส่เคสโทรศัพท์ได้อย่างดี โดยฟิล์มแบบ TPU นี้สามารถติดด้วยตนเองได้ทั้งการติดแบบแห้ง (เหมือนการติดฟิล์ม PET) หรือจะติดแบบเปียก (พรมน้ำขณะติด) ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

ล์ม Tempered Glass (ฟิล์มกระจก)

ฟิล์มแบบ Tempered Glass หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ “ฟิล์มกระจก” เป็นฟิล์มที่ใช้กระจกแบบ Tempered หรือกระจกนิรภัยที่มีความทนทานสูงมาผ่านกระบวนการผลิตให้มีความบางและทนทานต่อการรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี (ค่าความแข็งสูงสุดที่ 9H) อีกทั้งยังสามารถป้องกันรอยขีดข่วนและคราบมันได้เหมือนกับฟิล์มประเภทอื่นๆ ด้วย

ค่าความแข็ง (H)

ซึ่งด้วยคุณสมบัติและความทนทานที่มากกว่าฟิล์มประเภทอื่นก็ทำให้ผู้คนส่วนหนึ่งหันมาใช้ฟิล์มกระจกกันมากขึ้น แม้ว่าจะเป็นฟิล์มที่มีราคาค่อนข้างสูงก็ตาม (ความแพงของฟิล์มจะขึ้นอยู่กับประเภทของฟิล์ม โดยจะสามารถแบ่งได้ทั้งจากความแข็ง (H) ของเนื้อกระจก และแบ่งตามประเภทการใช้งานอย่าง ฟิล์มแบบใส, ฟิล์มเนื้อด้าน (Matte) หรือฟิล์มตัดแสงสีฟ้า (Blue-light Cut) เป็นต้น)

อย่างไรก็ตาม ฟิล์มกระจกก็มีข้อเสียตรงที่มันเป็นฟิล์มที่มีความหนามากกว่าฟิล์มประเภทอื่น จึงทำให้เมื่อติดแล้วจะเห็นว่ามีเนื้อฟิล์มนูนออกมาอย่างชัดเจน และไม่เหมาะกับการติดหน้าจอที่มีลักษณะโค้ง เพราะเมื่อใช้ร่วมกับการใส่เคสโทรศัพท์อาจทำให้เคสดันฟิล์มออกมาจนแตกได้ง่าย และด้วยความหนาของฟิล์มที่มากกว่าฟิล์มประเภทอื่นๆ ก็อาจทำให้มีปัญหาในการใช้งานฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือบริเวณหน้าจอได้

การติดฟิล์ม Tempered Glass นั้น สามารถติดได้ทั้งแบบแห้ง, แบบเปียก และติดฟิล์มโดยใช้กาว UV (หยดกาวลงบนหน้าจอและฉายแสง UV ทับเพื่อให้ฟิล์มติดทนนาน) แต่โดยส่วนมากผู้ที่ใช้ฟิล์มประเภทนี้จะนิยมให้ร้านติดฟิล์มให้เสียมากกว่า เนื่องจากต้องใช้ความชำนาญในการติดเป็นอย่างมากและไม่สามารถขยับฟิล์มได้เมื่อลอกกาวของฟิล์มติดกับหน้าจอแล้ว เพราะเมื่อแกะฟิล์มกระจกออกมาแล้วจะทำให้กระจกแตกออกโดยอัตโนมัติ (ในขณะที่ฟิล์มประเภทอื่นสามารถขยับฟิล์มเองได้หากติดเบี้ยวหรือมีฟองอากาศภายใน)

ฟิล์ม Nano Liquid (น้ำยาเคลือบกระจก)

ชื่อของฟิล์มแบบ Nano Liquid นั้นอาจไม่คุ้นหูกันเท่าไร เพราะมันเป็นฟิล์มที่ไม่ค่อยแพร่หลายในประเทศไทยมากนัก ฟิล์มประเภทนี้ผลิตมาจาก Silicon Dioxide (SiO2) ที่เป็นส่วนประกอบทางเคมีของแร่ Quartz (แร่ที่มีความแข็งระดับ 7H) นำมาบดเป็นผงผสมกับน้ำยาเคมีชนิดอื่นๆ จนกลายเป็นน้ำยา Nano Liquid ที่สามารถเคลือบทับหน้าจอกระจกได้เนียนสนิท จึงทำให้บางคนเรียกมันว่าน้ำยาเคลือบกระจก

ฟิล์มแบบ Nano Liquid หรือน้ำยาเคลือบกระจกนั้น ทางผู้ผลิตกล่าวว่ามันสามารถป้องกันแรงกระแทกและรอยขีดข่วนบนหน้าจอได้พอๆ กับฟิล์มแบบกระจกนิรภัยเลยทีเดียว (ป้องกันแรงกระแทกได้สูงสุดถึง 9H) อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความมันเงาให้กับหน้าจอได้ และสามารถลงน้ำยาด้วยตนเองได้ง่ายๆ ด้วยการเช็ดหน้าจอ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องฟองอากาศแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ฟิล์มประเภทนี้เป็นฟิล์มที่ได้รับความนิยมน้อยที่สุด เพราะนอกจากจะมีราคาสูงที่สุดในบรรดาฟิล์มทั้งหมดแล้ว ผู้ใช้บางคนยังตั้งข้อสงสัยว่า Nano Liquid ที่หยดลงไปเคลือบกระจกนั้นสามารถป้องกันรอยได้จริงหรือไม่ เพราะมันไม่สามารถลอกออกได้เหมือนกับฟิล์มประเภทอื่นๆ จึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ารอยที่เกิดขึ้นบนกระจกที่เคลือบด้วย Nano Liquid นั้นเกิดความเสียหายเฉพาะแค่ชั้นที่ลงน้ำยาเคลือบทับ หรือเป็นรอยที่ฝังลงเนื้อกระจกจริงกันแน่

ตารางเทียบความต่างของฟิล์มติดหน้าจอแต่ละประเภท

ฟิล์ม PET ฟิล์ม TPU ฟิล์ม Tempered Glass
(ฟิล์มกระจก)
ฟิล์ม Nano Liquid
(น้ำยาเคลือบกระจก)
คุณสมบัติ ป้องกันรอยนิ้วมือ
และรอยขนแมว
ฟิล์มเนื้อบาง
น้ำหนักเบา
ป้องกันรอยนิ้วมือ,
รอยขนแมว
และคราบมัน
เนื้อฟิล์มยืดหยุ่น
คืนตัวได้เล็กน้อย
(เหมาะกับการติดกระจกโค้ง)
ป้องกันรอยนิ้วมือ,
รอยขนแมว, คราบมัน,
ทนต่อแรงกระแทกได้ดี
(ค่าความแข็งสูงสุดที่ 9H)
ป้องกันแรงกระแทก
สูงสุดถึง 9H
เพิ่มความมันเงา
ให้กับหน้าจอ
ประเภท ฟิล์มแบบใส
ฟิล์มแบบด้าน
ฟิล์มเนื้อกระดาษ
ฟิล์มแบบใส แบ่งตามความแข็งของ
เนื้อกระจก (7H – 9H)
แบ่งตามการใช้งาน
(ฟิล์มใส, ฟิล์มด้าน,
ฟิล์มตัดแสงสีฟ้า ฯลฯ)
ฟิล์มแบบใส
ราคา ถูกที่สุด ปานกลาง ค่อนข้างแพง
(ตามประเภทของฟิล์ม)
แพงที่สุด
การติดฟิล์ม แบบแห้ง แบบแห้ง
แบบเปียก
แบบแห้ง
แบบเปียก
กาว UV
(ต้องใช้ความชำนาญ
ในการติดสูง)
ติดด้วยตนเองได้ง่ายโดยใช้การ
เช็ดน้ำยาเคลือบ
ทับหน้าจอ
ข้อจำกัด ป้องกันได้แค่
รอยขีดข่วน
เล็กน้อย
เนื้อฟิล์มหนืดกว่า
ฟิล์มรูปแบบอื่น
ฟิล์มหนา
ไม่เหมาะกับการติดจอโค้ง
(เคสอาจดันฟิล์มแตกได้)
ลอก/เปลี่ยนฟิล์มไม่ได้
(ไม่สามารถระบุได้ว่า
สามารถป้องกันรอย
บนหน้าจอได้จริง)

การเลือกฟิล์มติดหน้าจอ

สำหรับการเลือกใช้ฟิล์มติดหน้าจอนั้น ผู้ใช้ควรเลือกตามการใช้งานและลักษณะหน้าจอของสมาร์ทโฟน เพราะถึงแม้ว่าฟิล์มบางประเภทจะมีประสิทธิภาพการป้องกันหน้าจอที่ดี แต่ก็อาจไม่เหมาะกับสมาร์ทโฟนที่ใช้งานอยู่ และควรใช้การติดฟิล์มหน้าจอร่วมกับการสวมเคสเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันทั้งการแตกของหน้าจอและลดแรงกระแทก รวมทั้งใช้งานอย่างระมัดระวังน่าจะดีกว่า

Microsoft ชวนกูรูด้าน Microsoft 365 ร่วมเผยเทคนิคการใช้ฟีเจอร์ใหม่และลับ ที่คุณอาจไม่เคยรู้

Microsoft เปิดบ้าน (ขออภัยที่ไม่มีรูปในงาน) เชิญสื่อเข้าร่วมเวิร์กช้อปเปิดเทคนิคการใช้ Microsoft 365 อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี ดร.สุพจน์ ศรีนุตพงษ์ กูรูด้าน Microsoft 365 ผู้เป็นเจ้าของเพจ YouTube “Supoet Srinutapong” มาร่วมเผยเคล็ดลับ และสัมผัสฟีเจอร์ใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งฟีเจอร์ลับที่คุณอาจไม่เคยใช้งานมาก่อน

ก่อนอื่นเมื่อสมัคร Microsoft 365 แล้ว สิ่งแรกที่ควรทำเพื่อให้ใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ ได้ครบสูตร คุณจำเป็นต้องลิงก์ บัญชี Microsoft เข้ากับเบราว์เซอร์ Microsoft Edge เสียก่อน เพราะโปรแกรมต่างๆ จะสามารถเชื่อมต่อฐานข้อมูลจากเว็บไซต์ได้

ซึ่งตัว Microsoft Edge ยังมีความลับที่หลายคนอาจยังไม่รู้ เช่น การสมัครใช้งาน Microsoft Edge Insider ตามลิงก์ Edgeinsider.com ที่จะได้ใช้ฟีเจอร์ใหม่ๆ ก่อนใคร ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับด้วยกันคือ

  • Beta Channel ที่จะอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ให้ทุก 6 สัปดาห์
  • Dev Channel ที่จะอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ให้ทุก 1 สัปดาห์
  • Canary Channel ที่จะอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ให้ทุกวัน (แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงเรื่องบัค)
  • และคุณอาจยังไม่ทราบว่า Microsoft Edge สามารถเปิดไฟล์ PDF พร้อมกับขีดเขียนบนไฟล์เอกสารได้เลย ซึ่งเป็นความสามารถที่เบราว์เซอร์อื่นไม่มี นอกจากนี้เมื่อเซฟทับไฟล์เดิมไปแล้ว ยังสามารถแก้ไขได้ เว้นแต่จะส่งไฟล์ไปให้คนอื่น ซึ่งคนอื่นจะไม่สามารถแก้ไขหรือลบได้

    ส่วนอีกฟังก์ชันอื่นๆ ที่น่าใช้เมื่อคุณมี Microsoft 365 ประกอบด้วย

    • Read aloud selection สามารถอ่านข้อความบนเว็บไซต์ได้ทุกประโยค ทั้งภ่าษาไทยและต่างประเทศ
    • Open in Immersive Reader (มีอยู่ในทุกแอปฯ ของ Microsoft 365) ช่วยให้การอ่านบทความง่ายมากขึ้น เช่นเน้นสีที่คำ ประธาน กริยา และกรรม รองรับเฉพาะภาษาอังกฤษ
    • Search for Sidedown ช่วยหาคีย์เวิร์ดง่ายๆ คลิกขวาและเลือก จะแสดงผลของการค้นหามาให้ทันที ที่ด้านขวา เบราว์เซอร์

    • โปรแกรม Office

      ต่อไปว่ากันเรื่องของฟีเจอร์ในโปรแกรม Office ที่อยู่ใน Microsoft 365 ขอเริ่มจาก

      Word

      • Editor ฟีเจอร์ช่วยตรวจคำสะกด และ Grammar (รองรับเฉพาะภาษาอังกฤษ) ถ้าเจอคำผิด หรือลืมใส่จุดหลังประโยค ระบบจะลิสรายชื่อแจ้งเตือนให้เราเป็นจุดๆ อย่างละเอียด ถ้าถูกต้องจะกลายเป็นติ๊กถูกทั้งหมด
      • Tranform to Webpage ตัวนี้สามารถส่งข้อมูลที่พิมพ์ไว้ใน Word ขึ้นไปบนเวอร์ชันเว็บไซต์ได้ทันที พร้อมจัดฟอร์มให้รองรับทั้ง พีซี มือถือ และแท็บเล็ต

        Excel

        • Data Geography สามารถดึงฐานข้อมูลจากเบราว์เซอร์ Edge มาใส่ในตารางให้อัตโนมัติ เช่นหากพิมพ์ชื่อจังหวัดลงไป คลิกที่ Geography จะสามารถแสดงข้อมูล Fact จากเว็บไซต์ ได้ เช่น ประชากร ขนาดพื้นที่ หรือแม้แต่ชื่อผู้ว่าประจำจังหวัด     
        • PowerPoint

          • Rehearse with Coach ช่วยฝึกผู้ใช้พรีเซนต์งาน เช่น ถ้าพูดตามข้อมูลบนสไลด์เกินไปก็จะจับผิดเรา และแจ้งเตือน หรือมีการคิดคำพูดนาน พูดผิด อะไรแบบนี้ เป็นต้น
          • Present Live ถ่ายทอดสดพรีเซนต์ได้ผ่าน QR Code มีระบบเหมือนโปรแกรมประชุมทางไกล ช่วยในการโต้ตอบระหว่างผู้พรีเซนต์และผู้ฟัง
          • Design Ideas เมื่อค้นหาคีย์เวิร์ดที่ต้องการเช่น Sport ก็จะค้นหา Theme Design ที่เกี่ยวกับสิ่งที่ค้นหาให้อัตโนมัติ
          • ฟีเจอร์ Insert ภาพ มีภาพในสต๊อกที่ถูกลิขสิทธิ์ให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นรูปสัตว์ รูปวิว รูปคนที่ไดคัทมาให้แล้ว เป็นต้น
          • สามารถเซฟไฟล์เป็น GIF ได้ ทำอนิเมชันเคลื่อนไหวได้จากสไลด์Transitions เพิ่มรูปแบบ Morph ช่วยทำให้การเปลี่ยนภาพเคลื่อนไหว ลื่นไหลมากขึ้น เช่น เอฟเฟคเคลื่อนย้ายสลับตัวอักษร เป็นต้น หรืออื่นๆ
          • นอกจากที่กล่าวมาในบริการ Microsoft 365 ยังมีโปรแกรมและแอปพลิเคชันอีกมากมายให้เราใช้ไปพร้อมกับ แพ็คเกจ เช่น

            • Microsoft Teams โปรแกรมประชุมทางไกล
            • Microsoft Azure คลาวด์แพลตฟอร์ม (Cloud Platform) ของ Microsoft เหมือน Google Drive
            • Sway.office.com โปรแกรมสร้างเว็บไซต์ของ Microsoft
            • แอปมือถือ Family Safety สามารถ Registry กับมือถือของคนในครอบครัวจำกัดการใช้งานแอปพลิเคชัน ตรวจสอบการเข้าเว็บไซต์บนมือถือ หรือเชื่อมกับแผนที่ติดตามมือถือของคนในครอบครัว
        • แอปมือถือ Seeing AI สามารถสแกนบาร์โค้ด สิ่งข้อง หรือตัวหนังสือ ให้ AI ช่วยบอกข้อมูลของสินค้าได้ทันทีเป็นเสียง(ภาษาอังกฤษ) ถูกพัฒนาโดยทีมงาน Developer ของ Microsoft คนหนึ่งที่มีผู้พิการทางสายตา

        ทั้งหมดนี้คือฟีเจอร์ ที่อยู่ใน Microsoft 365 ที่ทางเราได้ไปเรียนรู้มาจากวิทยากร หรือ ดร.สุพจน์ ศรีนุตพงษ์ ก็อาจพอใช้เป็นแนวทางให้ผู้อ่านตัดสินใจได้บ้างว่า Microsoft 365 ที่ว่าดีนั้น ควรค่าแก่การสมัครบริการใช้งานหรือไม่

ระบบไฟล์ NTFS, exFAT, FAT32 และ ext4 เลือกใช้งานอย่างไรดี?

ในอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่เราใช้งานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดดิสก์ภายใน (Internal Harddisk), ฮาร์ดดิสก์ภายนอก หรือ ฮาร์ดดิสก์พกพา (External Harddisk / Portable Harddisk), อุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบ SSD (Solid-State Drive), การ์ดหน่วยความจำ (Memory Card) หรือแม้แต่แฟลชไดร์ฟ (USB Flash Drive) ก็ตาม จะมีระบบไฟล์ (File system) อยู่ในตัวสำหรับใช้ในจัดการกับข้อมูล ซึ่งมันก็มีให้เราเลือกรูปแบบของการฟอร์แมต (Format) ใช้งานได้อยู่หลากหลายมาตรฐาน

File system (ระบบไฟล์) เป็นเหมือนเป็นตารางที่ใช้บอกตำแหน่งของข้อมูลต่างๆ ที่อยู่บนพื้นที่เก็บข้อมูล ว่าอะไรอยู่ตรงไหน ด้วยการแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ เพื่อให้คอมพิวเตอร์รู้ว่าตำแหน่งของข้อมูล ซึ่งมีมาตรการการทำงานอยู่หลายรูปแบบ

โดยปกติแล้วจะเลือกมาตรฐานไหนก็ต้องพิจารณาจากระบบปฏิบัติการที่เราใช้งานอยู่ ตัวอย่างเช่น หากคุณใช้ระบบปฏิบัติการ Windows เวลาซื้อ SSD มาใช้ เราก็สามารถเลือกฟอร์แมทระหว่าง NTFS กับ exFAT ในขณะที่ Linux เราก็จะเลือก FAT32, NTFS หรือ ext4 อะไรทำนองนี้ระบบไฟล์เหล่านี้แตกต่างกันอย่างไร แล้วจะเลือกใช้งานอย่างไรดี มาค้นหาคำตอบกันได้ในบทความนี้ เลือกจากเมนูด้านล่างนี้ได้เลย

  1. ระบบไฟล์ FAT32
  2. ระบบไฟล์ NTFS
  3. ระบบไฟล์ exFAT
  4. ระบบไฟล์ ext2, ext3 และ ext4

    ระบบไฟล์ FAT32

    FAT ย่อมาจาก File Allocation Table ที่ Microsoft พัฒนาขึ้นมา เป็นระบบไฟล์ที่ออกแบบมาให้มีความเรียบง่าย เดิมทีพัฒนาขึ้นมาใช้กับไดร์ฟเก็บข้อมูลที่ความจุต่ำ มีโครงสร้างโฟลเดอร์ที่ไม่ซับซ้อน

    การทำงานของ FAT จะจำลองพื้นที่ภายในออกเป็นส่วนๆ เรียกว่า Clusters ในการทำดัชนีข้อมูลว่าไฟล์จะถูกเก็บไว้ที่ไหน และมีพื้นที่เหลืออยู่อีกเท่าไหร่

    การใช้งาน

    FAT32 เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับใช้ในไดร์ฟเก็บข้อมูลแบบภายนอก อย่างพวก Flash drives และ External drives เพราะสามารถถอดไปใช้กับอุปกรณ์อื่นๆ ได้อย่างหลากหลาย โดยไม่ต้องกังวลว่าอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการอื่นๆ จะเปิดดูไฟล์ไม่ได้

    อย่างไรก็ตาม เราต้องมั่นใจว่าไม่มีไฟล์ไหนที่เราต้องการเก็บมีขนาดใหญ่กว่า 4 GB นะ

    ข้อดีของระบบไฟล์ FAT32

    • รองรับการทำงานกับ Windows ทุกเวอร์ชัน
    • รองรับการใช้งานกับระบบปฏิบัติได้มากมาย ทั้ง Mac, Linux, Game consoles, HDTVs, Bootable disk และแทบทุกอย่างที่เชื่อมต่อผ่านพอร์ต USB

    ข้อเสียของระบบไฟล์ FAT32

    • ไม่สามารถบันทึกไฟล์ที่มีขนาดใหญ่กว่า 4 GB ได้ (เช่น ไฟล์หนังขนาด 5 GB จะไม่สามารถบันทึกในระบบไฟล์ FAT32 ได้)
    • FAT32 สามารถแบ่ง Partition ได้สูงสุดแค่ 8 TB (บน Windows จะได้สูงสุดแค่ 2 TB)
    • หากเทียบกับระบบไฟล์สมัยใหม่อื่นๆ แล้วจะขาดความสามารถด้านการกำหนดสิทธิ (Permissions) และความปลอดภัย (Security)

    ระบบไฟล์ NTFS

    NTFS ย่อมาจาก New Technology File System พัฒนาโดย Microsoft เช่นกัน โดยเริ่มใช้ใน Windows NT 3.1 ตั้งแต่ปี ค.ศ.1993 (พ.ศ. 2536) ปัจจุบันเป็นระบบไฟล์หลักของ Windows โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับไดร์ฟที่เก็บระบบปฏิบัติการ และไดร์ฟที่อยู่ในคอมพิวเตอร์

    โดย NTFS มีความสามารถมากมายเมื่อเทียบกับ FAT32 และ exFAT

    การใช้งาน

    ระบบไฟล์แบบ NTFS เป็นระบบที่ดีที่สุดแล้วสำหรับการใช้งานกับระบบปฏิบัติการ Windows การใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการอื่น จริงๆ ก็สามารถทำได้แต่อาจจะต้องอาศัยซอฟต์แวร์ช่วย หรือตั้งค่าก่อนในระดับหนึ่ง

    ข้อดีของระบบไฟล์ NTFS

    • ไม่มีข้อจำกัดเรื่องขนาดของไฟล์
    • แบ่ง Partitions ขนาดเท่าไหร่ก็ได้
    • รองรับการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงไฟล์ และการเข้ารหัส (Encryption) เพื่อความปลอดภัยในระดับสูง
    • มีระบบ Log และ Checkpoint เพื่อใช้ในการสำรองไฟล์อัตโนมัติ
    • สามารถบีบอัดไฟล์, โฟลเดอร์ หรือทั้งไดร์ฟ เมื่อพื้นที่เหลือน้อย
    • ตั้งขีดจำกัดพื้นที่บนไดร์ฟที่ผู้ใช้สามารถเรียกใช้งานได้

    ข้อเสียของระบบไฟล์ NTFS

    • ไม่รองรับการทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการเวอร์ชันเก่าๆ
    • macOS สามารถอ่านไฟล์จากไดร์ฟ NTFS ได้อย่างเดียว ไม่สามารถเขียนได้ (จริงๆก็ปรับให้เขียนได้แหละ หรือจะใช้ซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยก็ได้ แต่ค่าเริ่มต้นคือไม่ได้)
    • มี Linux แค่เพียงไม่กี่รายที่รองรับ NTFS

    ระบบไฟล์ exFAT

    exFAT ย่อมาจาก Extended File Allocation Table เป็นระบบไฟล์ที่ Microsoft เปิดตัวเมื่อปี ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549) มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานแทน FAT32 มีโครงสร้างเหมือน FAT32 แต่มีการแก้ไขข้อจำกัดของ FAT32 ให้หมดไป โดยมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานกับหน่วยความจำภายนอกอย่างพวก แฟลชไดร์ฟ, การ์ดหน่วยความจำ ฯลฯ

    การใช้งาน

    exFAT เป็นระบบไฟล์ที่เราสามารถเลือกใช้งานเมื่อไฟล์ที่เก็บมีขนาดใหญ่กว่า 4 GB และต้องการใช้งานกับระบบปฏิบัติการอื่นๆ มากกว่าที่ NTFS สามารถทำได้ โดย exFAT รองรับใช้งานได้กับ macOS และ Linux  กลุ่มSD card Association ที่พัฒนา SD card เองก็ใช้ exFAT เป็นระบบไฟล์เริ่มต้น แม้แต่ระบบปฏิบัติการ Android เองก็รองรับระบบไฟล์แบบ exFAT

    ข้อดีของระบบไฟล์ exFAT

    • รองรับการใช้งานหลากหลายกว่า NTFS (แม้จะน้อยกว่า FAT32)
    • สามารถบันทึกไฟล์ที่ขนาดใหญ่กว่า 4 GB.
    • ไม่จำกัดขนาดของพาร์ติชั่น (Partition)

    ข้อเสียของระบบไฟล์ exFAT

    • หากเทียบกับ NTFS แล้ว จะถูกตัดคุณสมบัติออกไปหลายอย่าง

    ระบบไฟล์ ext2, ext3 และ ext4

    ระบบไฟล์ ext เป็นระบบไฟล์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานบนระบบปฏิบัติการ Linux และพัฒนาจาก ext ที่เปิดตัวเมื่อปี ค.ศ. 1992 (พ.ศ. 2535) เป็น ext2, ext3 ก่อนจะมาเป็น ext4 ในปี ค.ศ. 2008 (พ.ศ. 2551)

    ระบบไฟล์ ext มีความสามารถในการป้องกันไฟล์เสียหายจากข้อผิดพลาด หรือไฟดับกระทันหัน ตั้งแต่ใน ext3 ส่วนใน ext4 ได้ขยายขนาดไฟล์ที่สามารถบันทึกได้เป็น 16 TB. และรองรับความจุไดร์ฟได้ถึง 1,152,921.5 TB.

    นอกจาก Linux แล้ว Windows และ macOS ก็รองรับการทำงานร่วมกับระบบไฟล์ ext2, ext3 และ ext4

    สรุปการเลือกใช้งานระบบไฟล์ชนิดต่างๆ

    เราใช้ระบบปฏิบัติการตัวไหนก็ควรเลือกใช้ระบบไฟล์ที่รองรับเป็นหลัก พูดง่ายๆ คือ

    • NTFS : สำหรับ Windows
    • HFS+ หรือ APFS : สำหรับ Mac
    • ext4 : สำหรับ Linux

    ส่วนพวกแฟลชไดร์ฟ (USB Flash Drive) ฮาร์ดดิสก์ภายนอก (External Harddisk) หรือแม้แต่ การ์ดหน่วยความจำ (Memory Card) ที่ไม่ได้อ้างอิงจากระบบปฏิบัติการของเครื่องที่ลงอยู่ ก็ขอให้พิจารณาระหว่าง FAT32 กับ exFAT หากไฟล์มีขนาดเล็กกว่า 4 GB การเลือก FAT32 ก็จะใช้งานได้ครอบคลุมกับระบบปฏิบัติการได้มากกว่า ถ้ามีไฟล์ขนาดใหญ่กว่านั้นก็ค่อยเลือก exFAT

ซื้อของออนไลน์อย่างไรไม่ให้ “โดนโกง”

นอกจากแพลตฟอร์ม e-commerce อย่าง Shopee หรือ Lazada ก็มีแพลตฟอร์มที่กำลังมาแรงไม่แพ้กันอย่าง ‘Facebook Marketplace’ หรือแม้แต่การซื้อขายในกลุ่ม Facebook เอง แต่สถานการณ์ปัจจุบันไม่ค่อยสู้ดีนัก ทำให้มีมิจฉาชีพออกมาโกงกันทุกรูปแบบ และเท่าที่เคยสอดส่องมาก็เจอโกงกันทุกกลุ่มตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องดนตรี เกม ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ชิ้นละ 300-500 บาทก็ยังโกงกัน แล้วทีนี้เราจะป้องกันยังไงได้บ้างล่ะ? มาดูกันครับ

ขอประวัติการขาย

ถ้าเป็นกรณีที่เราไม่ได้ซื้อขายแบบรับกับมือ การขอประวัติการขายเป็นหนึ่งวิธีเริ่มต้นเพื่อยืนยันว่าคนนี้ส่งของจริง แต่บอกเลยว่าอย่าใช้วิธีนี้ครับ จัดฉากกันเยอะมาก วิธีนี้ไม่ผ่าน

online shopping

 

online shopping

ช็กหน้าโพรไฟล์ให้ดี

หากคุณซื้อขายผ่าน Facebook หรือแพลตฟอร์มโซเชียล สิ่งที่ควรทำคือเช็กโพรไฟล์ให้ดีก่อนว่าบุคคลเหล่านั้น มีตัวตนจริงหรือไม่ และตรวจสอบข้อมูลอิ่ืน ๆ ในหน้าโพรไฟล์ เช่น

  • บัญชีเพิ่งสร้างรึเปล่า
  • รูปโพรไฟล์เป็นของจริงหรือไม่
  • หน้าโพรไฟล์มีความเคลื่อนไหวอะไรหรือไม่
  • มีเพื่อนกี่คน แล้วเพื่อนที่ว่านั้นมีตัวตนจริงหรือ Fake Profile มาหลอกซ้อนกันอีกที

แต่อย่างที่บอกข้างต้นว่าประวัติการขายมันจัดฉากกันได้ โจรฝีมือดี ๆ ก็สร้างโพรไฟล์โดยลอกโพรไฟล์คนอื่นมาได้เหมือนกัน จริง ๆ วิธีนี้ก็ยังไม่รัดกุมสักเท่าไหร่นัก ถือว่ายังไม่ผ่าน

ค้นประวัติใน Google

ข้อมูลเบื้องต้นที่เราจะต้องได้จากผู้ขายแน่ ๆ คือ ชื่อ-นามสกุล เบอร์ติดต่อ และเลขบัญชีของผู้ขาย หากเราได้ข้อมูลเหล่านี้มาแล้ว ให้ไปลง Google ก่อนเลยครับ แล้วหาเว็บไซต์ที่ชื่อว่า Blacklistseller จะมีข้อมูลของผู้ที่เป็นมิจฉาชีพลงเอาไว้ด้วย สามารถใช้ตรวจสอบเบื้องต้นได้ หากเจอชื่อใครในนี้ก็ให้ยุติการค้าขายได้เลยครับ หรือหากใครโดนใครโกงก็ไปลงรายละเอียดที่เว็บนี้กันได้ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับคนต่อ ๆ ไปด้วยครับ

 

ขอภาพสินค้าแนบกับเอกสารยืนยันตัวตน

อีกหนึ่งวิธีที่ผู้ซื้อมักใช้กันบ่อย ๆ คือ ขอรูปสินค้าแนบกับเอกสารที่สามารถใช้ยืนยันตัวตนได้ เช่น ภาพสินค้าพร้อมบัตรประชาชน ให้ตรงกับสมุดบัญชีของผู้ขายเป็นต้น เผื่อว่าหากเราโดนโกงจะสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ติดตามตัวคนร้ายได้ แต่หารู้ไม่ว่า เพราะเชื่อใจบัตรนี่เอง ผู้เขียนก็เห็นมาเยอะ รวมถึงมีคนใกล้ตัวที่เชื่อใจเพราะเห็นบัตรประชาชนพร้อมสมุดบัญชี มิจฉาชีพก็ยังกล้าโกง (ต้องเสียเวลาดำเนินคดีทีหลัง) ถือว่ายังไม่ผ่าน

ผ่านคนกลางในกลุ่ม

โดยปกติกลุ่มซื้อขายของมักจะมีแอดมินหรือคนที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางในกลุ่ม ซึ่งอยู่ที่เราจะใช้วิจารณญาณว่าจะผ่านคนกลางหรือไม่ (คือเราก็ไม่รู้ว่าคนกลางจะตุกติกอะไรรึเปล่า) แต่การบอกว่า ‘ขอผ่านคนกลางนะ’ ก็จะเป็นการพูดวัดใจได้ว่า เป็นคนดีหรือเป็นมิจฉาชีพ เพราะส่วนใหญ่ที่เจอ ถ้าเป็นมิจฉาชีพจะไม่ผ่านคนกลางอย่างแน่นอน

ผ่าน Shopee

เป็นวิธีที่เซฟ และคนหันมาใช้กันเยอะมาก คือจำหน่ายผ่าน Shopee โดยปกติแล้ว หากเราซื้อของผ่าน Shopee เงินจะไม่ถึงผู้ขายจนกว่าจะกดตกลงเมื่อรับของและตรวจสอบของเสร็จสิ้นแล้ว รวมถึงมีระบบเก็บเงินปลายทางด้วย หายห่วงหลายอย่างเลยทีเดียวครับ แน่นอนว่ามิจฉาชีพจะไม่ยอมใช้วิธีนี้แน่ เพราะยังไงก็โกงไม่ได้ ถือว่าเป็นวิธีที่ผ่านครับ

นัดรับ

เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว นอกจากเราจะได้เห็นสินค้ากับตาตัวเองแล้ว ยังได้ตรวจสอบสินค้าด้วยว่าตรงปกกับที่เราเห็นหรือไม่ มีตำหนิอะไรรึเปล่า แต่การนัดรับต้องเช็กดี ๆ เพราะผู้ขายก็อาจจะย้อมแมวมาอีกที หรือปิดบังบางมุมที่สายตาเราอาจมองพลาด ประมาณว่าหลอกขายนั่นเองครับ

ห้ามพลาดหากซื้อขายแบบส่งพัสดุ

ข้อเสียประการหนึ่งของการซื้อขายแบบพัสดุคือเราไม่เห็นว่าสินค้าที่มาระหว่างทางนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง บางคนได้ของมาไม่ตรงปก หรือตรงปกแต่มีตำหนิ การใช้งานบางอย่างไม่เหมือนกับที่บอกไว้ เช่น กรณีเป็นสมาร์ตโฟน ผู้ขายบอกใช้งานได้ปกติ แต่พอเราได้รับของ ดันใช้งานกล้องไม่ได้ เป็นต้น ทางทีดีคือ พอของมาถึง ให้เราตั้งกล้องวิดีโอ (จะจากสมาร์ตโฟนหรืออะไรก็ได้) ถ่ายตอนแกะกล่องรวมถึงตอนทดสอบไว้เลย เพราะช่วยเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่าของไม่ได้เสียหายที่เราเองครับ

การซื้อของออนไลน์อาจจะยุ่งยากขึ้นมาหน่อย แต่ถ้าไม่อยากเสียเงินฟรีก็ต้องป้องกันให้มากที่สุด ที่สำคัญคืออย่าเห็นแก่ของที่ราคาถูกจนน่ากลัวครับ อาจโดนฟันเลือดตกได้ง่าย ๆ

อ้างอิง   https://www.beartai.com/beartai-tips/445616

How to วิธีเปิดโหมด High quality audio บน Youtube music

เชื่อว่าหลายคนต้องมีแอปฟังเพลงบนถืออย่างน้อย 1 แอป และตอนนี้แอปที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ Youtube Music  จุดเด่นของ Youtube Music คือเราสามารถฟังเพลงได้หลากหลาย ทั้งแบบ Original แบบ Cover และเพลงที่อาจหาฟังบนแอปอื่นไม่ได้

เมื่อโหลดมาใช้งาน ตัวแอปจะเซ็ตค่าคุณภาพเสียง หรือ Audio Quality เป็นแบบ Normal  แต่เราเปลี่ยนได้นะ และจะทำอย่างไร ? ไปอ่านวิธีด้านล่างได้เลยครับครับ

หากใช้บน Smart Phone

  1. ไปที่แอป Youtube Music
  2. เลือกที่ปุ่มโปรโฟล์ตามภาพด้านล่าง
  3. ในหน้าตั้งค่า Account  ให้เลือก Setting
  4. หน้า Setting เลือก Playback&restrictions
  5. จากนั้นระบบจะให้เลือก High-Quality Audio แบบใด (แบบเน็ตมือถือ หรือ แบบ Wifi หรือทั้งสองอย่าง)
  6. ลองฟัง….. โดยคุณภาพเสียงที่ปรับจะเริ่มต้นในเพลงถัดไป

ถ้าหากเปิดเล่นบน PC 

  1. ไปที่หน้าโปรไฟล์ เลือก Setting
  2. จากนั้นเลือกที่ Audio แล้วปรับคุณภาพเสียงได้เลย

 

อ้างอิง   https://www.techhub.in.th/how-to-use-high-quality-audio-on-youtube-music/

เลิกรอ! เสริมเกราะข้อมูล เพิ่มความปลอดภัย หมดห่วงข้อมูลหลุด โดนปรับหลักล้าน

ขณะที่ภาคธุรกิจกำลังตื่นตัวกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล Personal Data Protection Act (PDPA) โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 แม้จะถูกเลื่อนออกไปอีก 1 ปี เพราะการระบาดของ Covid-19  แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่องค์กรอาจรอช้าได้อีกต่อไป สิ่งสำคัญคือต้องเตรียมความพร้อมที่จะจัดการกับข้อมูลอ่อนไหวที่อยู่ในครอบครอง ทั้งข้อมูลที่เป็นตัวอักษรซึ่งถูกจัดเก็บในรูปแบบไฟล์บนคอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งข้อมูลในรูปแบบเสียงที่หลายองค์กรมักมองข้าม

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทย อย่างเช่น Contact Center  การบันทึกเสียงสนทนาระหว่างลูกค้าและพนักงาน ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทหนึ่งที่ต้องได้รับความคุ้มครอง โดยแจ้งให้ลูกค้าทราบทุกครั้งที่มีการบันทึกเสียง และสามารถขอเรียกดูข้อมูลได้หากถูกร้องขอ

ไม่เปลี่ยน เสี่ยงโดนปรับ สิ่งสำคัญที่คนเก็บข้อมูลต้องรู้

หน่วยงานหรือองค์กรใดที่ไม่มีการจัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้อย่างเป็นระบบ ตามกฎหมาย PDPA นั้นจะมีบทลงโทษทางแพ่งและอาญาคือ

  • โทษปรับสูงสุด 5 ล้านบาท
  • จำคุกสูงสุด 1 ปี
  • จ่ายค่าเสียหาย รวมถึงสินไหมทดแทน สูงสุด 2 เท่าของค่าเสียหายตามจริง
  • หากผู้กระทำผิดเป็นนิติบุคคลกรรมการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลอาจต้องรับผิดด้วย

ข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกฎหมาย PDPA ประกอบไปด้วย ชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ไอพีแอดเดรส และข้อมูลอื่น ๆ ที่มีความอ่อนไหว เช่น ข้อมูลพฤติกรรมทางเพศ แนวคิดด้านการเมือง หรือปัญหาด้านสุขภาพ องค์กรธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องในข้อมูลดังกล่าว มีหน้าที่จัดเก็บข้อมูลให้เป็นความลับ  และต้องขออนุญาตเจ้าของข้อมูลหากมีการจัดเก็บ พร้อมทั้งแจ้งวัตถุประสงค์ในการเก็บข้อมูลนั้นอย่างชัดเจน

ข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ได้มีแค่ตัวอักษร

ระบบในการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบไฟล์เสียง (Voice) มีความสำคัญไม่แพ้ระบบจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบข้อความ (Text) ที่หัวใจสำคัญคือความปลอดภัย คุณภาพเสียงต้องชัดเจน มีระบบประมวลผลกลางที่มั่นใจได้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกเก็บเป็นความลับ แม้แต่กับตัวพนักงานเอง เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นหรือการถูกฟ้องร้อง หากระบบที่ใช้ไม่มีความรัดกุมมากพอ

ข้อมูลเสียง กับข้อได้เปรียบทางธุรกิจ

  1. เสียง ใช้เป็นข้อยืนยันในทางกฎหมาย

ธุรกิจที่มีความจำเป็นต้องติดต่อและรับความคิดเห็นจากลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ข้อมูลเสียงระหว่างการสนทนาที่ถูกบันทึกไว้ จะเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ยืนยันในทางกฎหมาย หากเกิดกรณีการว่าร้าย หรือการฟ้องร้องเกิดขึ้น ระบบที่มีจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรและลูกค้าได้

  1. เสียง ใช้เพื่อพัฒนาบริการ

ถึงแม้ปัจจุบันหลายองค์กรจะเริ่มใช้เทคโนโลยีระบบตอบรับอัตโนมัติผ่าน AI หรือ Chatbot เพื่อตอบคำถามกับลูกค้าแทนคน แต่อย่างไรก็ตามการสื่อสารกับพนักงานยังคงตอบสนองความรู้สึกของลูกค้าได้มากกว่า ซึ่งบทสนทนาที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การพัฒนาและปรับปรุงบริการได้ในอนาคต

  1. เสียง ใช้เพื่อยืนยันข้อตกลง

บางธุรกิจที่จำเป็นต้องทำข้อตกลงระหว่างองค์กรและลูกค้าผ่านช่องทางเสียงเพื่อตอบรับ หรือยืนยันการเลือกใช้บริการ เช่น ข้อตกลงในการอัปเกรดบริการตามโปรโมชั่นใหม่หรือทำการซื้อขาย ซึ่งลูกค้าสามารถยืนยันการใช้งานผ่าน Contact Center ได้นั้น ระบบจัดเก็บข้อมูลเสียงที่ใช้จำเป็นต้องสำรองข้อมูล และเรียกใช้ได้ตามต้องการ

โดยในปัจจุบัน มีผู้ให้บริการด้านการจัดเก็บและบันทึกไฟล์เสียงสนทนาอย่าง SINO S-TECH ที่เป็นตัวแทนนำเข้าผลิตภัณฑ์การจัดเก็บข้อมูลไฟล์เสียงที่มีคุณภาพสูงสุดในโลกอย่าง NICE ซึ่งสามารถจัดเก็บข้อมูลได้อย่างครบถ้วน ข้อมูลชัดเจน และมีความปลอดภัยสูง

การเลือกโซลูชั่นจัดเก็บข้อมูลเสียงจึงมีความสำคัญกับหลายธุรกิจ

Solution ความปลอดภัยที่ธุรกิจมองหา

ธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือคู่แข่ง ความปลอดภัยของข้อมูลเป็นสิ่งที่องค์กรไม่ควรมองข้าม โดย Solution ที่เหมาะสม จะเข้ามาเป็นตัวช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปไม่อย่างติดขัด แม้ว่าภาครัฐจะปรับกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ และเพิ่มการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นในอนาคต

ปัจจุบันมีผู้ให้บริการระบบจัดการข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทยอยู่หลายราย โดยแต่ละโซลูชั่นมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน แต่ทั้งนี้โซลูชั่นที่ดีต้องมีความทันสมัย สามารถรองรับกับการใช้งานในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งข้อมูลที่ส่งผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook , Twitter หรือ LINE ก็จำเป็นต้องอยู่ในความคุ้มครองเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามระบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบ Voice Recording นับเป็นเรื่องสำคัญ ที่องค์กรต้องเลือกให้สอดรับกับการใช้งาน ระบบการบันทึกข้อมูลสาhttps://www.techhub.in.th/wp-content/uploads/2020/07/ADVOR-PDPA-2.jpgมารถประยุกต์ให้เข้ากับข้อบังคับด้านกฎหมาย PDPA ได้อย่างไม่ติดขัด

จุดเด่น ที่ระบบจัดเก็บข้อมูลเสียงต้องมี หาก PDPA เริ่มบังคับใช้

  1. สามารถจัดเก็บข้อมูลทั้ง Voice และ None Voice ได้หลายช่องทาง มั่นใจได้ว่าทุกข้อมูล Data (Omnichannel) จะถูกบันทึกและสามารถค้นหาได้อย่างง่าย
  2. มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตั้งค่า ปรับเปลี่ยนระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูลได้ตามต้องการ
  3. มีระบบกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงของพนักงาน ภายใต้ขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน ช่วยป้องกันความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ได้
  4. มีระบบค้นหาข้อมูล ที่แม่นยำและใช้งานง่าย
  5. ตรวจสอบคุณภาพเสียง และแจ้งเตือนต่อผู้ดูแลระบบทันที หากพบการละเมิดกฎด้านความปลอดภัย ซึ่งตามกฎหมายแล้วต้องแจ้งต่อเจ้าของข้อมูลภายใน 72 ชั่วโมง ทำให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถหลีกเลี่ยงบทลงโทษทางกฏหมายได้
  6. มีหน้าจอแดชบอร์ด เพื่อติดตามและตรวจสอบภาพรวมการทำงานได้อย่างสะดวก
  7. รองรับการเข้าใช้งานด้วยมาตรฐานของ Microsoft ADFS (Active Directory Federation Services)
  8. ภาพรวมของระบบ ต้องสอดรับกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย (PDPA)

คุณสมบัติทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ NICE ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดเก็บและบันทึกข้อมูลภายใต้ บริษัท ชีโน-เทค จำกัด ที่ได้รับความไว้วางใจจากธุรกิจทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ ที่มีระบบ Interaction Recording รองรับความต้องการจัดเก็บและบันทึกไฟล์เสียงสนทนาระหว่างลูกค้า ตัวอย่างเช่นธนาคาร , ผู้ให้บริการคอนแทคเซ็นเตอร์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยสามารถบันทึกข้อมูลได้แบบ Omnichannel และจัดเก็บข้อมูลได้อย่างเป็นระเบียบ ค้นหาง่าย และสามารถปรับให้เข้ากับรูปแบบของธุรกิจได้แบบไร้รอยต่อ

 

อ้างอิง  http://itupdate.psru.ac.th/wp-admin/post-new.php

How to วิธีลบแคชใน Windows 10 ทำง่าย ช่วยให้คอมเร็วขึ้น ได้พื้นที่ฮาร์ดดิสคืน

เช่นเดียวกับการเคลียแคชในบราวเซอร์ วิธีลบแคชใน Windows 10 เป็นการเริ่มต้นการแก้ไขปัญหาเครื่องช้าหรือเพิ่มพื้นที่ใน SSD ในกลับมาเหมือนเดิม

หลายคนอาจไม่รู้ว่าเมื่อคอมเราใช้งานไปนานวันเข้า Cache หรือ แคชจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว แคชคือส่วนของข้อมูลที่ถูกเก็บซ้ำไว้ในคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการใช้งานครั้งต่อไปโดยไม่ต้องเรียกข้อมูลจากต้นแหล่งอีกครั้งเพื่อทำให้การทำงานเร็ว แต่บางอย่างก็ถูกเก็บไว้นานเกิน เพราะคอมพิวเตอร์ไม่รู้ว่าเราจะเรียกใช้ข้อมูลนั้นเมื่อไหร่

วิธีลบแคชใน Windows 10

1.ไปที่ปุ่ม Start พิมพ์คำว่า Disk Cleanup กด Enter

2.ให้เราเลือกว่าจะเคลียแคชจากไหนบ้าง ในภาพด้านล่างจะเห็นว่าใน Folder : Download และ Recycle Bin ค่อนข้างมีไฟล์ค้างอยู่มาก เมื่อรวมกันอาจถึง 1GB กันเลยทีเดียว เมื่อเลือกได้แล้ว จากนั้นกด OK เป็นอันเสร็จ

วิธีลบแคช DNS

DNS Table หรือ DNS Cache ใช้ในการเก็บข้อมูล Domain Name และ IP Address ที่เคยค้นหามาแล้ว เพื่อที่จะได้ไม่ต้องสอบถามกับ DNS Server เมื่อต้องการเรียกใช้งาน Domain Name นี้อีกในครั้งถัดไป แต่เมื่อใช้งานไปนาน ๆ ก็อาจเก็บข้อมูลไว้เยอะเกินเช่นกัน ทีนี้ลองมาดูวิธีลบกัน

1.ไปที่ปุ่ม Start พิมพ์ Commad Prompt 

2.ใน App Commad Prompt ให้เราคลิกขวาแล้วกดที่ Run as administrator

3.ในหน้าคำสั่ง Command Prompt พิมพ์ว่า

ipconfig/flushDNS

4.จากนั้นเราจะได้รับแจ้งว่า Windows ได้ทำการลบแคชให้แล้ว