Instagram บนหน้าเว็บมือถือ สามารถอัพรูปได้แล้ว ผลพลอยได้ก็คือ อัพบนคอมได้ด้วย!

Instagram ปรับหน้าเว็บ mobile site ใหม่ เมื่อเข้าด้วยมือถือ จะพบว่ามี “ปุ่มอัพโหลดรูป” เพิ่มขึ้นมา ทำให้สามารถอัพรูปได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องลง App อ่านข่าว

ผลพลอยได้คือ “สามารถอัพรูปผ่านหน้าเว็บบนคอมได้!” แต่ต้องมีเทคนิคนิดนึง

เทคนิคที่ว่าคือต้องตั้งค่าใช้ Browser บนคอม นั้นจำลองเป็น Browser มือถือก่อน ในที่นี้จะยกตัวอย่างของ Google Chrome นะครับ (Browser อื่นๆ ที่ปรับเป็นโหมดมือถือได้ หรือมีส่วนเสริมประเภท “User Agent” ก็สามารถใช้ได้เช่นกันครับ)

เปิด instagram.com บน Chrome แล้ว เข้าสู่ระบบด้วย Facebook หรือ Instagram Account ของท่าน

คลิกขวาที่หน้าเว็บ Instagram แล้วคลิก “ตรวจสอบ” หรือจะกด Ctrl+Shift+l ก็ได้

(สำหรับเมนูภาษาอังกฤษจะเป็นคำว่า “Inspect”)

 
จากนั้นคลิกที่ปุ่มรูปตามภาพนี้ เพื่อเปิดการจำลองโหมด “Browser มือถือ”

(บางทีอาจเปิดอยู่แล้ว ถ้าเปิดอยู่ปุ่มจะเป็นสีน้ำเงิน ไม่ต้องคลิก)

หน้าเว็บ Instagram จะกลายเป็นแบบหน้าเว็บมือถือ สามารถคลิกที่ปุ่มอัพโหลดรูปแล้วเลือกรูปจากในคอมพิวเตอร์ได้

(บางทีคลิกอัพจะ Refresh มาที่หน้า Home ใหม่ ให้กดอัพอีกรอบ คราวนี้ก็อัพได้เหมือนที่เคยอัพใน App เลย)

สามารถปรับขนาดภาพ หรือหมุนภาพได้เหมือนใน App เลย

หากอัพเสร็จแล้วทำยังไง?

กดปิดตรงนี้ได้เลย

แต่ก็ใช่ว่าวิธีนี้จะไม่มีข้อเสีย

ณ ปัจจุบันนี้การอัพ Instagram ผ่านหน้าเว็บยังมีข้อเสียอยู่คือ

  1. รองรับเฉพาะไฟล์ภาพแบบ JPG
  2. ไม่สามารถแชร์ขึ้น Social Media อื่นๆ เช่น Facebook, Twitter ได้ทันทีที่อัพ

ที่มาของข่าว : https://www.beartai.com/article/tech-article/166686

Microsoft Office แนบฟอนต์ไป เปิดที่ไหนก็ไม่เพี้ยน

สำหรับคนที่ใช้งาน Microsoft Office เพื่อการทำงานเอกสาร ระดับมืออาชีพแล้วจะทราบกันดีว่าการเลือกใช้ฟอนต์มาตรฐานจะเป็นสิ่งที่สร้างปัญหาให้กับคุณในหลาย ๆ ครั้ง โดยเฉพาะการส่งไฟล์ หรือนำไฟล์ไปเปิดในคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เครื่องของเราเอง การเลือกฟอนต์ที่ประหลาดหรือพิศดารจากปกติ จะถือว่าเป็นความหายนะ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

สำหรับคนที่ต้องการความสวยงามเป็นพิเศษ หรือในองค์กรที่มีฟอนต์เฉพาะที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของบริษัท และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้ฟอนต์พิเศษ การเตรียมไฟล์ไว้ใช้งานเอง หรือการนำไปเปิดในเครื่องอื่น ๆ จะพบว่าเมื่อเครื่องอื่นไม่มีฟอนต์ที่เราใช้ จะแจ้งเตือนและเปลี่ยนฟอนต์ไปใช้ฟอนต์มาตรฐานตัวใดตัวหนึ่ง ซึ่งทำให้หน้าเอกสารมีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลง ทั้งรูปแบบฟอนต์ที่อาจจะสวยน้อยลง จนไปถึงขนาดของฟอนต์ที่อาจจะทำให้เอกสารของคุณ “เละ” โดยเฉพาะ Word และ PowerPoint จะได้รับผลกระทบมากที่สุด

วิธีการแก้นั้นง่ายมาก เพราะ Microsoft Office มีความสามารถในการแนบฟอนต์พิเศษเหล่านี้ติดไปกับไฟล์ด้วยเพื่อให้แน่ใจได้ว่าไฟล์เหล่านี้สามารถนำไปเปิดบนเครื่องทุก ๆ เครื่องได้อย่างไม่มีปัญหา โดยไม่ต้องวุ่นวายเรื่องฟอนต์อีกเลย

สำหรับ Office 2010-2017 ซึ่งใช้เมนูแบบ Ribbon นั้น ให้ไปที่เมนู File หรือเมนูแรก หรือปุ่ม Office ที่อยู่มุมบนซ้าย จากนั้นเลือกไปที่ Option

เมื่อเข้าสู่หน้า Option ที่หัวข้อด้านซ้ายของหน้าต่าง จะมีหัวข้อ Save หรือบันทึก ให้คลิกเข้าไป

ในหัวข้อ Save ด้านล่างของแผงด้านขวา เราจะเห็นตัวเลือก Embed fonts in the files ให้ติ๊กเครื่องหมายถูกได้เลย เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

ส่วนออปชันด้านล่างอีก 2 อัน คือให้เลือกแนบเฉพาะฟอนต์ที่ถูกใช้ในเอกสารเท่านั้น ไม่ต้องแนบไปทั้งเครื่อง และอีกตัวเลือกคือ ไม่ต้องแนบฟอนต์มาตรฐานของระบบ Windows เข้าไป ทั้งนี้เพื่อให้ไฟล์เอกสารของเราไม่บวมจากการแนบฟอนต์มากจนเกินไป ดังนั้นแนะนำว่าควรติ๊กเลือกทั้ง 2 หัวข้อไว้ได้เลย

อย่างที่ได้กล่าวไว้ แนบฟอนต์ไปด้วย จะช่วยให้คุณสามารถเอาไฟล์ไปเปิดเครื่องไหนก็ได้โดยไม่เจอปัญหาไม่มีฟอนต์อีก แต่ก็ทำให้ไฟล์ขนาดใหญ่ขึ้นไม่มากก็น้อย ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ แนะนำให้ใช้ฟอนต์มาตรฐานจะดีที่สุด ยกเว้นกรณีจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น

ที่มาของข่าว : https://www.aripfan.com/microsoft-office-fonts/

มาดูวิธีถ่ายโอนรูปภาพ-คลิปจาก Camera Roll ลงเครื่อง Mac หรือ PC ที่ง่ายที่สุด

แน่นอนว่าหากคุณเป็นคนใช้ไอโฟนหรือไอแพดย่อมต้องรู้วิธีการโอนถ่ายข้อมูลรูปภาพหรือวิดีโอจาก Camera Roll มายัง Mac หรือ PC แต่วันนี้แบไต๋มีวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้คุณเข้าถึง Camera Roll ได้ทั้งบน macOS และ Windows 

เริ่มจากการเข้าถึง Camera Roll ผ่าน macOS

  1. เชื่อมต่อไอโฟน/ไอแพดเข้ากับ Mac ด้วยสาย Lightning
  2. กดเลือก ‘Trust’ เพื่ออนุญาตการเข้าถึงข้อมูลของอุปกรณ์
  3. เปิดแอปพลิเคชัน Image Capture บนโฟลเดอร์ Applications ซึ่งเป็นแอปฯ ฟรีที่ติดตั้งมากับเครื่อง Mac
  4. คลิกเลือกอุปกรณ์ iOS ของคุณจาก sidebar ด้านข้าง

เมื่อมาถึงตรงนี้คุณจะเข้ามาที่ Camera Roll โดยคุณยังสามารถเลือกลบหรือโอนถ่ายไฟล์ทั้งหมดจากไอโฟน/ไอแพด มาลง Mac ได้เพียงกดปุ่ม Import All ด้านขวาล่าง อย่างไรก็ตามในขั้นตอนนี้คุณจะไม่สามารถถ่ายภาพจากเครื่อง Mac ไปเพิ่มลงใน Camera Roll ได้

ทีนี้มาดูวิธีการเข้าถึง Camera Roll บน Windows กันบ้าง

  1. เชื่อมต่อไอโฟน/ไอแพดกับ PC ด้วยสาย Lightning
  2. กดเลือก ‘Trust’ เพื่ออนุญาตการเข้าถึงข้อมูลของอุปกรณ์
  3. เปิดหน้าต่าง Window Explorer ขึ้นมา
  4. เลือกที่ Apple iPhone หรือ Apple iPad จาก sidebar ด้านข้าง

จากหน้านี้คุณสามารถลากไฟล์จาก Camera Roll มาโยนลงบนคอมพิวเตอร์ได้เลย หรือจะเลือกลบรูป-วิดีโอที่ไม่ต้องการออกไปจากไอโฟน/ไอแพดของคุณ และในขั้นตอนนี้จะไม่สามารถนำรูปจากคอมพิวเตอร์เข้าไปใน Camera Roll ได้

 

ที่มาของข่าว : https://www.beartai.com/beartai-tips/139175

 

 

2 เคล็ดลับลดขนาดคลิปให้เบา พร้อมส่ง (แต่ยังชัดแซ่บเช่นต้นฉบับ)

เพราะยุคนี้เป็นของ “คลิป” ใครที่ยังบอกความรู้สึกผ่าน LINE ด้วยข้อความหรือรูป ดูจะเชยและไม่เร้าใจได้อารมณ์เท่าการอัดเป็นคลิปแล้วส่งให้ แต่บางครั้งคลิปที่ได้มีขนาดใหญ่จนไม่สามารถส่งผ่าน LINE ได้ งานนี้เลยได้ 2 เคล็ดลับลดขนาดคลิปให้เบา พร้อมส่ง (แต่ยังชัดแซ่บเช่นต้นฉบับ) มากฝากเพื่อน ๆ กัน

เคล็ดลับที่ ลดขนาดผ่านคอมพ์ทำได้เยอะทีละหลาย ๆ ไฟล์ ถ้าตอนนี้อยู่หน้าคอมพ์ ก็สามารถใช้ Format Factory โปรแกรมแปลงไฟล์สารพัดประโยชน์ช่วยได้ โดยอาจเลือกลดความละเอียดหรือเปลี่ยนลักษณะไฟล์ที่มีขนาดเล็กกว่า เช่นไฟล์ MP4 เป็นต้น ส่วนถ้าเพื่อนคนไหนอยากกำหนดความละเอียดเองก็ให้ทำตามนี้เลย

– เปิดโปรแกรม Format Factory จากนั้นให้คลิกเลือก “อุปกรณ์เคลื่อนที่”

– เลือกความละเอียดที่ต้องการ แล้วคลิก “ตกลง”

– จากนั้นก็ใช้เมาส์คลิกลากไฟล์ที่ต้องการลดขนาดลงไป เพื่อน ๆ สามารถเลือกแปลงกี่ไฟล์ก็ได้ เพราะโปรแกรมทำได้เยอะครับ

– ถึงตรงนี้ให้คลิก “ตกลง” และคลิกปุ่ม “เริ่ม” เพื่อเริ่มแปลงหรือลดขนาดไฟล์ รอจนครบ 100% ก็ได้ไฟล์ใหม่ที่ขนาดเล็กลงเพื่อเอาไปใช้งานได้

เคล็ดลับที่ 2  ลดขนาดผ่านสมาร์ตโฟนสะดวกรวดเร็ว : ถ้ามีคลิปแค่คลิปเดียว คงมีหลายคนที่ขี้เกียจเหมือนนายเกาเหลา คำว่าขี้เกียจคือไม่อยากเสียเวลาโหลดไฟล์ไปที่คอมพ์แล้วค่อยแปลง แบบว่าอยากแปลงด้วยแอพฯ ในสมาร์ตโฟนเลย ถ้าใจตรงกันขอแนะนำให้โหลดแอพฯ Video Compress

– เปิดแอพฯ Video Compress จะพบกับโฟลเดอร์ที่มีไฟล์วิดีโอเก็บไว้ แตะเลือกโฟลเดอร์เป้าหมาย

– เมื่อเข้าไปด้านในจะพบกับไฟล์วิดีโอ ให้แตะเลือกไฟล์ที่ต้องการลดขนาด

– หน้าถัดไปจะพบกับเมนูให้เลือก หากต้องการลดขนาดไฟล์ให้แตะเลือก Compress Video

– จากนั้นให้เลือกขนาดไฟล์ที่ต้องการลด โดยแอพฯ จะแสดงเปอร์เซ็นต์ให้ทราบด้วยว่าจะลดลงไปกี่เปอร์เซ็นต์

– ในกรณีที่ต้องการลดขนาดแล้วก็ยังมีความยาวมากเกินไป (ส่วนใหญ่แอพฯ จะยอมให้ส่งไฟล์ที่ยาวไม่เกิน 5 นาที) ก็ต้องตัดต่อไฟล์ให้สั้นลง ในเมนูหลักให้เลือก Cut and Compress Video ในหน้านี้ด้านล่างที่แถบสีแดงให้แตะลากความยาวของคลิปให้สั้นลง จากนั้นก็เซฟไฟล์

ที่มาของข่าว : https://www.aripfan.com/reduce-clip-size/

เทคนิคเล่น LINE บนคอมพิวเตอร์ได้ถึง 2-3 Account พร้อมกันโดยวิธีที่ไม่ต้องดัดแปลงอะไรให้เสี่ยงโดนแฮก

เทคนิคการใช้ Line บนคอมพิวเตอร์ ได้ถึง 2-3 บัญชีในเครื่องเดียวกัน พร้อมกัน โดยวิธีที่ไม่ต้องดัดแปลงอะไรให้เสี่ยงโดนแฮก และได้รับการรับรองจาก Line สำหรับบางท่านที่ยังไม่รู้และมีความจำเป็นต้องใช้ Line หลายอันพร้อมกันบนคอมพิวเตอร์ ไปดูกันเลย

สำหรับผู้ใช้ Windows ที่ไม่ใช่ Windows 10 และผู้ใช้ Mac

ดาวน์โหลด LINE for Windows หรือ for Mac มาติดตั้งตามปกติ สำหรับ Log in บัญชีหลัก

และใช้ Google Chrome ดาวน์โหลด LINE สำหรับ Chrome ดาวน์โหลดที่นี่ 

วิธีเข้าใช้งาน LINE สำหรับ Chrome ก็แค่พิมพ์ “chrome://apps/” หรือคลิก “Apps” หรือ “Apps” ใน Chrome และคลิกที่ไอคอน LINE ได้เลย

เท่านี้ก็เปิด LINE พร้อมกันได้ 2 บัญชีแล้ว

สำหรับผู้ใช้ Windows 10

เนื่องจาก Windows 10 นั้นมี LINE บน Windows Store เป็นอีกทางเลือก จึงสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ด้วย

  • เข้า Windows Store

  • ค้นหา Line และดาวน์โหลดได้เลย

  • ทีนี้ก็เปิด Line 2 บัญชีคู่กันได้แล้ว โดยให้ดาวน์โหลด Line for Windows ตัวปกติมาใช้กับบัญชีหลัก ดาวน์โหลดคลิก : Windows

  • ที่สำคัญถ้าใช้ LINE for Chrome เพิ่มก็จะเปิดพร้อมกันได้ถึง 3 บัญชีเลย!  ดาวน์โหลด LINE สำหรับ Chrome ดาวน์โหลดที่นี่ 

ข้อสังเกต

  • Line for Windows 10 (Windows Store) ขาดคุณสมบัติ Keep
  • Line for Chrome ขาดคุณสมบัติ Keep, โน้ตและอัลบั้ม (ใครโพสต์มาจะไม่แสดงและระบุว่าให้ไปดูที่มือถือแทน), Timeline, การโทรและ Video Call

ที่มาของข่าว : https://www.beartai.com/beartai-tips/191736

 

 

10 ปัญหาคาใจ ต่อเน็ตไม่ได้ แก้อย่างไรดี

ทุกวันนี้ไม่ว่าเราจะข้างนอก หรือในบ้าน อินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้อีกต่อไป ซึ่งหลายคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตบ้านคงเคยพบปัญหาหนักอกหนักใจ นั่นคือ “ต่อเน็ตไม่ได้” โดยไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดจากสาเหตุใด ต้องโทรแจ้งช่างอย่างเดียว จากปัญหาที่เกิดขึ้น เรามาดูกันซิว่าปัญหาต่อเน็ตไม่ได้นี้ เกิดขึ้นเพราะอะไรบ้าง แล้วจะมีวิธีแก้อย่างไรบ้างครับ

1. ลืมเปิด Wi-Fi เอาไว้ ต่อยังไงก็ไม่ติด

ต่อเน็ตไม่ได้

บางทีเราอาจจะลืมว่าเราปิด Wi-Fi เอาไว้ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ เบื้องต้นลองเช็กก่อนเลยครับว่า เราลืมปิดมันไว้หรือเปล่า ถ้าเป็นมือถือก็ไม่ยาก เพราะถ้าต่อ Wi-Fi ได้มันจะมีสัญลักษณ์ให้เห็นอยู่แล้ว หากเป็นโน้ตบุ๊กหรือคอมพิวเตอร์ ถ้า Wi-Fi ถูกปิดไว้ สัญลักษณ์ Wi-Fi ก็จะไม่มีให้เห็นแน่นอน หรือหากเป็นใน Windows 10 ก็จะเป็นโหมด Airplan Mode สัญลักษณ์เป็นรูปเครื่องบินเหมือนในสมาร์ตโฟน นั่นคือ Wi-Fi ถูกปิดไว้นั่นเอง

2. ใส่รหัสผิดแม้แต่นิดเดียวก็ต่อไม่ได้

รหัสผ่านของ Wi-Fi ก็เหมือน ๆ กับรหัสผ่านประเภทอื่นที่สามารถจะตั้งอย่างไรก็ได้ มีตัวอักษรพิมพ์เล็ก พิมพ์ใหญ่ ตัวอักษรผสมกับตัวเลข เรียกว่าตั้งได้หมด ฉะนั้นแล้วเวลาที่เราเชื่อมต่อ Wi-Fi ไม่ติดก็อาจเป็นเพราะเหตุผลนี้ก็ได้ครับ ผิดแค่ตัวอักษรพิมพ์เล็กเป็นพิมพ์ใหญ่ก็ถือว่าใส่รหัสผ่านไม่ถูก ต่อไม่ติดแล้ว

3. Forget Wi-Fi

อยู่ที่บ้านก็ต่อ Wi-Fi ใช้งานได้เป็นปกติดีอยู่ แต่พอเปลี่ยนที่เล่นมาต่อ Wi-Fi นอกบ้านกลับมีปัญหา ต่อไม่ได้ เช็กรหัสผ่านที่ใส่ก็ถูกต้องทุกอย่างแล้วแต่ก็ยังต่อไม่ได้ ปัญหานี้เป็นมาจากทั้งทางฝั่งโน้ตบุ๊กหรือมือถือของเรานั่นเอง เพราะมันจำค่าการเชื่อมต่อที่เราใช้อยู่เป็นประจำเอาไว้ วิธีแก้นั้นง่ายมาก ไปที่เมนูของ Wi-Fi ในส่วนที่แสดง Wi-Fi ทั้งหมดที่คอมพ์หรือมือถือของเราจับสัญญาณได้ แล้วคลิกเลือกไปยัง Wi-Fi เจ้าปัญหาที่เราต่อยังไงก็ไม่ติด คลิกขวาที่ชื่อนั้นเลย แล้วคลิกเลือกที่ Forget รอสักครู่ จากนั้นก็กดค้นหาสัญญาณ Wi-Fi ใหม่ เราก็จะพบ Wi-Fi เจ้าปัญหาที่เราต่อไม่ติดกลับมา คราวนี้ลองต่อใหม่อีกครั้ง มั่นใจได้เลยว่าจะต้องต่อติด ใช้งานได้แน่นอน

4. Login ผ่าน browser

ถ้าเป็นการใช้งานตามบ้านหรือตามสำนักงาน ส่วนใหญ่มักจะไม่เจอกับปัญหานี้ แต่ปัญหานี้จะไปพบเจอได้กับการใช้งานที่โรงแรม ห้องพัก ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ หรือสถานที่ให้บริการ W-Fi บางแห่ง และโดยเฉพาะการใช้ Wi-Fi ของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือก็จะใช้วิธีเชื่อมต่อ Wi-Fi แบบนี้เกือบทุกราย รับรองได้เลยว่าต้องพบกับปัญหานี้เป็นแน่ครับ เพราะสถานที่เหล่านี้จะใช้วิธีเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน Browser ซึ่งก็ได้แก่ Microsoft Egde, Google Chrome, หรือ Safari และอื่น ๆ อีกตามที่ใช้กันอยู่ เมื่อลองเชื่อมต่อ Wi-Fi แล้วปรากฎว่าเชื่อมต่อได้ปกติ แต่ทำไมยังไม่สามารถเล่นอินเทอร์เน็ตได้ ก็ให้ลองเปิด Browser ขึ้นมา เมื่อเปิดขึ้นมาแล้วให้ลองเข้าเว็บไซต์ กรอกรหัสผ่าน ใส่ Username กับ Password ลงไปเท่านี้ก็ใช้อินเทอร์เน็ตได้แล้ว

5. Driver ไม่ตรงรุ่น หรือตรงรุ่นแต่ผิดเวอร์ชัน

อุปกรณ์คอมพ์ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกชิ้นล้วนมีสิ่งที่เรียกว่าไดร์เวอร์ติดมากับตัวเสมอ ซึ่งเจ้าไดร์เวอร์ที่ว่านี้เป็นซอฟต์แวร์เฉพาะรุ่นของอุปกรณ์คอมพ์ชิ้นนั้น ที่เราจะต้องทำการติดตั้งลงไปกับคอมพิวเตอร์ของเรา หลังจากที่เราได้ติดตั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ชิ้นนั้นลงไปในคอมพ์เราแล้ว เพื่อให้อุปกรณคอมพ์ชิ้นนั้นรู้จักและทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์ของเราได้ถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพนั่นเอง

เกริ่นมาเสียยาวก็เพื่อจะบอกว่า หากคอมพิวเตอร์เพิ่งเปลี่ยนตัวรับสัญญาณ Wi-Fi หรือโน้ตบุ๊กที่ใช้เพิ่งจะลงวินโดวส์มาใหม่ ๆ หลังจากนั้น Wi-Fi ต่อไม่ติดเลย หรือถึงติดก็เล่นได้สักพักก็หลุด เป็นอาการลักษณะนี้วนไปตลอด ให้ลองติดตั้งไดร์เวอร์ของตัวรับสัญญาณ Wi-Fi ลงไปใหม่อีกครั้ง โดยครั้งนี้ทำการดาวน์โหลดไดร์เวอร์ของตัวรับสัญญาณ Wi-Fi เวอร์ชันใหม่ล่าสุดจากเว็บไซต์ผู้ผลิตมาติดตั้งเลยครับ สำคัญตอนเลือกรุ่นไดร์เวอร์ต้องเลือกให้ตรงรุ่น ตรงเวอร์ชันที่เราใช้งานอยู่ มันสำคัญมาก เพราะตัวรับสัญญาณ Wi-Fi รุ่นหนึ่งจะมีผลิตออกมาหลายเวอร์ชัน หากใช้ไดร์เวอร์ตรงรุ่นจริงแต่ไม่ตรงเวอร์ชันก็ใช้ไม่ได้เช่นกันครับ

6. IP Address โดน FIX ค่าไว้

ลำพังถ้าเป็นคอมพ์ส่วนตัวก็จะไม่ค่อยเจอปัญหานี้เท่าไหร่ แต่หากเป็นคอมพ์ของบริษัทหรือองค์กรที่เราทำงานอยู่ก็มีความเป็นไปได้สูงครับที่จะเจอกับปัญหานี้ และเพื่อความเป็นระเบียบในการใช้อินเทอร์เน็ตในองค์กร ฝ่ายไอทีก็อาจจะทำการ FIX หมายเลข IP ADDRESS หรือ DNS SERVER เอาไว้ ทำให้เมื่อนำคอมพ์หรือโน้ตบุ๊กเครื่องนั้นไปใช้งานนอกสถานที่ ไม่ว่าที่ใดก็ตาม จะเชื่อมต่อ Wi-Fi ยังไงก็ไม่ติดแน่นอน หรือติดแต่เล่นไม่ได้ อาการแบบนี้ลองเข้าไปเช็กค่า IP ADDRESS หรือ DNS SERVER เลยครับ ถ้ามันถูก FIX ไว้แล้วก็ดำเนินการลบมันออกแล้วตั้งเป็นค่า AUTO เท่านี้ก็น่าจะใช้งานได้แล้ว

7. Red X กากบาทสีแดงที่สัญลักษณ์ Wi-Fi

ความผิดพลาดจากระบบปฎิบัติการ อาการแบบนี้มักจะเกิดจากการ Update Windows ใหม่แล้วมีอาการ โดยสังเกตได้จากสัญลักษณ์ Wi-Fi ที่มุมล่างด้านขวาจะมีกากบาทสีแดงเกิดขึ้น นั่นหมายถึงตัวรับสัญญาณ Wi-Fi ของคอมพ์เราถูกปิดการทำงานอยู่นั่นเอง ทำให้เชื่อมต่อ Wi-Fi ยังไงก็ไม่ติด ทางแก้ไขก็เพียงไปเปิดการทำงานของตัวรับสัญญาณ Wi-Fi ใหม่ เท่านี้ก็กลับมาใช้งานได้แล้ว ส่วนวิธีการนั้นสามารถทำได้หลายวิธี อธิบายในนี้คงยาว เอาเป็นว่าลองค้นหาวิธีใน YouTube เลยครับ โดยค้นหาคำว่า “red x on Wi-Fi” มีให้เลือกทำตามหลายวิธีตามแต่ความถนัดกันเลย

8. IP Address ชนกัน

นอกจาก IP Address อาจจะมีปัญหาจาก IP ADDRESS ถูก FIX ไว้แล้ว ปัญหา IP Address ชนกันก็ทำให้เชื่อมต่อ Wi-Fi ไม่ได้เช่นกัน ซึ่งปัญหานี้หลังจากเราเชื่อมต่อ Wi-Fi เสร็จสิ้น ระบบจะแจ้งขึ้นมาทันทีว่า “ IP ADDRESS Conflict“ วิธีการแก้ไขคือการเปลี่ยนหมายเลข IP ADDRESS ของเราใหม่นั่นเอง โดยเบื้องต้นอาจจะแก้ไขโดยการรีสตาร์ทคอมพ์สักรอบหนึ่ง หรือเปิด-ปิด Wi-Fi ใหม่สักรอบแล้วทำการเชื่อมต่อใหม่อีกครั้งว่าได้หรือไม่ หากยังไม่ได้คงจะต้องลงมือแก้ไข IP ADDRESS ด้วยตัวเองแล้วล่ะครับ สำหรับ วิธีการแก้ไขก็เหมือนเช่นเคย คือเปิดใน YouTube ค้นหาคำว่า “การตั้งค่า IP Address” เท่านี้ก็มีวิธีแก้ไขให้เราเลือกทำตามความถนัดได้แล้ว

9. Router Wi-FI ช่องสัญญาณเต็มก็อาจเป็นไปได้

ปกติแล้ว Router ตัวหนึ่งจะรองรับการต่อ Wi-Fi กับอุปกรณ์อื่นได้เป็นจำนวนไม่น้อย แต่ก็มีโอกาสที่ช่องสัญญาณจะเต็มได้เหมือนกัน เพราะจริง ๆ จากสเปกมาตรฐานของ IP Address นั้นปกติสามารถที่จะรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นได้ถึง 250 อุปกรณ์

แต่ทั้งนี้สเปกของตัว Router Wi-FI ก็ต้องดีด้วย เพราะ Router Wi-Fi ก็มีเกรดอยู่เหมือนกัน เช่น เกรดใช้งานทั่วไปอาจจะรองรับได้เพียง 10-20 อุปกรณ์เท่านั้น ทั้งนี้การแก้ไขเบื้องต้นคงต้องลองปรับตั้งค่า Router Wi-Fi กันใหม่ก่อน หากยังไม่ดีขึ้นเพราะใช้อุปกรณ์เชื่อมต่ออยู่จำนวนมากจริง ๆ คงอาจจะต้องเปลี่ยน Router Wi-Fi กันใหม่แล้ว

10. การตั้งค่า Router ก็อาจมีส่วน

อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเชื่อมต่อ Wi-Fi ไม่ได้ด้วยเช่นกัน เช่นมันอาจถูก FIX ค่า IP Address ไว้ให้รองรับการเชื่อมต่อได้แบบจำกัดจำนวนเครื่อง เมื่อมีอุปกรณ์เชื่อมต่อกันจนครบจำนวนแล้ว จึงไม่แปลกที่เราจะไม่สามารถเชื่อมต่อได้อีก

สาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้นั้น มีด้วยกันอยู่หลายปัจจัย ที่ยกมา 10 ตัวอย่างนี้ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นส่วนใหญ่ที่มักจะพบเจอกันอยู่บ่อย ๆ แต่ไม่ว่าสาเหตุมาจากอะไร เราเองสามารถที่จะแก้ไขเองได้ไม่ยาก วิธีแก้เรียกได้ว่าแทบจะทุกวิธีก็ว่าได้ มีไว้ในอินเทอร์เน็ตหมดแล้ว ทั้งเป็นบทความหรือวิดีโอสอนเลยก็มี ยังไงลองแก้ไขกันดูก่อน ไม่ยากจนเกินไปแน่นอน

ที่มาของข่าว : https://www.aripfan.com/network-disconnected/

ใครยังไม่อัพมาดู! วิธีอัพ Windows 10 Fall Creators ด้วยตัวเอง

อย่างที่รู้กันว่า Microsoft ได้ปล่อยอัพเดต Windows 10 Fall Creators Update แล้ว [ดูฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่เพิ่มมาคลิกที่นี่] แต่ว่าบางคนอาจจะยังไม่ได้รับอัพเดตนี้ วันนี้เรามีวิธีอัพเดตด้วยตัวเองมาฝากครับ ทำได้ง่ายๆ เลย

ตรวจสอบว่าเครื่องของท่านเป็น Windows 10 Fall Creators Update หรือยัง เพียงแค่คลิกขวาที่ Start เลือก System

จากนั้นดูที่ Version ถ้าไม่ใช่ 1709 (อย่างเช่นตามภาพ) แสดงว่ายังไม่ใช่ Fall Creators Update นะครับ

ตรวจดูว่าเครื่องของท่านมี “Windows 10 Update Assistant” หรือไม่

  • ถ้ามีลองเปิดขึ้นมาอัพเดตก่อนแต่บางเครื่องจะไม่ยอมอัพเดต ถ้าเกิดปัญหานี้แนะนำลบของเก่าออกก่อนนะครับ ลบผ่าน Control Panel หรือใช้โปรแกรมช่วยจัดการถอนโปรแกรมอย่าง Revo Uninstaller มาลบก็ได้ https://www.revouninstaller.com/revo_uninstaller_free_download.html
  • และเข้าไปที่ “อัปเดตเดี๋ยวนี้” หรือ “Update Now”

  • จากนั้นเปิดไฟล์ที่ดาวน์โหลดขึ้นมาแล้วคลิก
  • จากนั้นจะทำการตรวจสอบ CPU, แรม, พื้นที่ว่าง ถ้าผ่านก็คลิก Next เลย
  • จากนั้นรออัพเดตได้เลย
  • จากนั้นกด “Restart now”

  • และรอรีบูต อาจจะใช้เวลารีบูตหลายครั้ง เพื่อติดตั้งอัพเดตนานพอสมควร (ถ้าไม่ใช่ SSD จะช้าหน่อย)
  • เมื่อติดตั้งอัพเดตแล้วก็พร้อมใช้งานได้ทันที

เมื่อดูจาก System กลายเป็น Version 1709 แสดงว่าอัพเดตเรียบร้อยแล้ว

หากอัพเสร็จแล้วเราแนะนำให้ทำ

อัพเดต Windows 10 แล้ว มาเคลียร์พื้นที่หลังอัพ ช่วยเพิ่มเนื้อที่ว่าง

แต่ถ้าใครอยาก Clean Install ล้างเครื่องลงใหม่ เพียงแค่ดาวน์โหลด Media Creators จาก Microsoft ทำไฟล์ ISO ติดตั้งได้เลยครับที่: https://www.microsoft.com/th-th/software-download/windows10

ที่มาของข่าว : https://www.beartai.com/beartai-tips/206221

 

 

9 วิธีเก็บข้อมูลสำคัญของคุณ ให้ยังเป็นความลับและปลอดภัย

วิธีเก็บข้อมูลสำคัญ

เวลาที่คุณมีข้อมูลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ วิดีโอ ข้อมูลด้านการเงิน ข้อมูลที่เป็นบันทึกส่วนตัว หรือแม้กระทั่งพาสส์เวิร์ด แน่นอนว่าสิ่งแรกที่ต้องคำนึงเลยก็คือ การจัดเก็บอย่างไรให้เหมาะสม และทำอย่างไรให้ปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อเป็นไฟล์ดิจิทัลด้วยแล้ว แม้จะเก็บง่าย แค่มีพื้นที่เก็บข้อมูล ปัจจุบันมีให้เลือกเป็น TB หรือ 1000GB แต่สิ่งที่ไม่ง่ายก็คือ เก็บไฟล์เหล่านี้ให้ปลอดภัยได้อย่างไร และต้องนำกลับมาใช้ได้สะดวกเมื่อต้องการ ซึ่งดูจะเป็นโจทย์ที่ยากไม่น้อย

วิธีเก็บข้อมูลสำคัญ

แต่คงต้องแยกออกมาก่อนครับว่า ข้อมูลสำคัญที่มีอยู่ และต้องการจะเก็บไว้นั้น แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ แบบแรกคือ เน้นเก็บแบบถาวร ไม่ค่อยนำมาใช้ เช่น ภาพถ่ายหรือไฟล์ข้อมูลบัญชีสำคัญ ซึ่งนาน ๆ อาจจะเปิดดูสักครั้ง กับแบบที่ 2 คือ มีความสำคัญ เป็นความลับ แต่อาจต้องหยิบมาใช้บ่อย ทั้งสองแบบนี้อาจเหมือนกันตรงที่ เป็นข้อมูลสำคัญ และบางอย่างเป็นความลับ ต่างกันเพียงความถี่ในการหยิบมาใช้ ดังนั้นการจัดเก็บก็อาจจะมีตั้งแต่ รูปแบบพื้นฐาน ไปจนถึงทางเลือกที่ยากแต่ปลอดภัยสูง

1. เก็บใส่ Storage

เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกสำหรับหลาย ๆ คน เพียงแค่มี External HDD สักตัว จากนั้นก็เก็บไฟล์ต่าง ๆ ที่คุณต้องการจัดเก็บเอาไว้ แต่คุณต้องมั่นใจว่าเก็บเอาไว้กับตัวได้เสมอ ไม่มีใครมาหยิบไปใช้ หรือถ้าให้มั่นใจ ก็ให้ใช้วิธีเข้ารหัสไดรฟ์หรือใส่ไฟล์แบบบีบอัดและ Hidden file ผสมผสานเอาไว้ก็น่าจะปลอดภัยยิ่งขึ้น

2. ZIP file ใส่รหัส

น่าจะเป็นรูปแบบการเก็บไฟล์ที่ปลอดภัยและให้ความมั่นใจได้ดีทีเดียว ที่สำคัญเก็บไฟล์ได้ทุกรูปแบบ เพียงแค่คุณเก็บบรรดาไฟล์ที่ต้องการเอาไว้รวมกัน จากนั้นใช้โปรแกรมบีบอัดไฟล์ อย่างเช่น WinRAR เมื่อสั่งบีบไฟล์ ให้เราเลือกใส่รหัสเข้าไปด้วย เวลาที่เปิดใช้ จะมีการถามรหัสผ่านทุกครั้ง แน่นอนว่าปลอดภัยในการใช้งาน กรณีที่ต้องใช้ไฟล์เป็นรายวัน ก็เพียงเปิดไฟล์ที่ต้องการ เมื่อปิดก็บันทึกซ้ำเข้าไปเท่านั้นเอง

3. เก็บไว้บน Cloud

ในอดีตหลายคนมองว่าข้อมูลที่เก็บไว้บนอินเทอร์เน็ตนั้นเป็นเรื่องยุ่งยาก มีค่าใช้จ่ายสูงและไม่ปลอดภัย แต่ในปัจจุบันระบบ Cloud มีให้บริการอยู่มากมาย และการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบที่แยกกระจายไปยังจุดต่าง ๆ ก็ทำให้เกิดความปลอดภัยและมั่นใจได้ ราคาถูกลง แต่ได้พื้นที่ใหญ่ขึ้น มีผู้ให้บริการอยู่หลายสิบราย ที่สำคัญคุณยังเชื่อมโยงเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวได้ทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ตอีกด้วย

4. เก็บใส่สมาร์ทโฟนที่ยืนยันด้วยเอกลักษณ์ตัวบุคคล

สมาร์ทโฟนถือว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับไฟล์ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ เอกสารหรือไฟล์งานอื่น ๆ ที่รองรับ เพราะอย่างน้อยเป็นอุปกรณ์ที่เราไม่ได้ใช้ร่วมกับคนอื่น ยิ่งปัจจุบันมีระบบความปลอดภัยเช่นการสแกนลายนิ้วมือบนเครื่องเพื่อเข้าใช้งาน ก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจได้มาก เพราะมีเพียงเจ้าของลายนิ้วมือเท่านั้นที่จะเข้าไปใช้งานได้ ติดเพียงอย่างเดียวคือ พื้นที่จัดเก็บมีน้อย

5. เข้ารหัสด้วยโปรแกรม

เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้คุณควบคุมการใช้งานไฟล์ได้อย่างปลอดภัย ด้วยโปรแกรมที่มีอยู่มากมาย อย่างเช่น Folder lock หรือ My Lockbox ซึ่งมีทั้งการเข้ารหัส สำรองไฟล์หรือใช้ปกป้อง USB drive ได้อีกด้วย เรียกว่าครบเครื่อง เหมาะทั้งไฟล์ที่จะเก็บยาว ๆ หรือจะใช้ร่วมกับไฟล์แบบวันต่อวันก็ได้

6. แฟลชไดรฟ์แบบเข้ารหัสด้วยฮาร์ดแวร์

ปัจจุบันมีแฟลชไดรฟ์หลายรุ่นที่รองรับการเข้ารหัส สำหรับการบันทึกข้อมูลอย่างปลอดภัย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบซอฟต์แวร์ จะมีบางรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อกลุ่มงานธุรกิจโดยเฉพาะ อย่างเช่น Kingston DataTraveler 2000 ที่มาพร้อมปุ่มให้คุณกดรหัสจากบนแฟลชไดรฟ์ได้ทันที และยังสามารถลบไฟล์ทิ้งในกรณีที่หากมีความพยายามกดรหัสผิด ๆ ตามจำนวนครั้งที่กำหนดไว้ แบบนี้ปลอดภัย ใช้ง่ายและเก็บไฟล์ได้หลายรูปแบบ

7. Hidden file

เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ค่อนข้างปลอดภัย และทำได้ง่าย ๆ ในเบื้องต้น ซึ่งเป็นวิธีการซ่อนไฟล์ ไม่ให้ใครเห็น ซึ่งก็คือ เอาไฟล์ใส่ไว้ในโฟลเดอร์ กรณีที่มีไฟล์จำนวนมาก จากนั้นคลิกขวาที่โฟลเดอร์ แล้วเลือก Properties > General แล้วเลือก Hidden file ในกรณีนี้เหมาะสำหรับการเปิดใช้ไฟล์บ่อย แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ เวลาฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์ อย่าลืม Show file แล้วหาที่เก็บสำรอง ไม่อย่างนั้นจะสูญหายเพราะเราลืมได้

8. เก็บไฟล์ MS Office ให้เป็นส่วนตัว

ใครที่มีไฟล์เอกสารสำคัญ เก็บในรูปแบบของไฟล์ MS Word แต่ต้องหยิบออกมาใช้บ่อย ไม่ได้เก็บไว้ยาว ๆ เราสามารถตั้งรหัสผ่านให้กับไฟล์เหล่านี้ชนิดไฟล์ต่อไฟล์ได้ด้วยวิธีการง่าย ๆ คือ เมื่อจะเก็บไฟล์ ให้เลือกไปที่ Save As > General > ใส่รหัสในช่องแรก จากนั้นเลือก Ok และใส่รหัสเดิมซ้ำเพื่อเป็นการยืนยัน เท่านี้ใครที่จะเปิดไฟล์ก็ต้องใช้รหัสในการเปิด ซึ่งเจ้าของไฟล์ก็ใช้สะดวกด้วย

9. เก็บเข้าตู้เซฟ

ข้อนี้ขอขำ ๆ  อาจไม่ได้จริงจังมากนัก เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับใครก็ตามที่มีอุปกรณ์ Storage เช่น HDD, SSD หรืออื่น ๆ ที่เก็บข้อมูลสำคัญเอาไว้ และไม่อยากใส่ไว้ในเครื่องคอมพ์ให้เกะกะ แต่ก็กลัวว่าทิ้งไว้ข้างนอกจะหาย ถ้าที่บ้านมีตู้เซฟ ก็อาจจะย้ายเอาไปไว้ในนั้นก็ได้ อย่างน้อยก็น่าจะช่วยลดความกังวลในการหาที่เก็บลงไปได้เยอะ ที่สำคัญยังใช้ตู้เซฟได้อย่างคุ้มค่าอีกด้วย แต่อย่าลืมรหัสตู้เซฟก็แล้วกัน

ที่มาของข่าว : https://www.aripfan.com/9-ways-to-keep-your-important-data/

รีวิว #MacBook Air 2019 ตัวล่าสุด รุ่นราคาถูกที่สุด ใช้งานจริงดีไหม

Macbook Air รุ่นล่าสุด ที่จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊กราคาถูกที่สุดของแอปเปิ้ลจะใช้งานได้ดีขนาดไหน คลิปนี้รู้กัน แบไต๋ซื้อเอง ใช้เอง รีวิวเอง เพราะแอปเปิ้ลไม่เคยสปอนเซอร์!

ที่หลายคนต้องว้าวเกี่ยวกับ MacBook Air รุ่นปี 2019 นี้คือราคาถูกกว่ารุ่นเดิมที่ออกมาในปี 2018 เยอะครับ โดย MacBook Air 2018 รุ่นเริ่มต้นมีราคา 42,900 บาท ส่วน MacBook Air 2019 รุ่นเริ่มต้นมีราคาแค่ 35,900 บาทเท่านั้น หรือถูกกว่ากัน 7,000 บาท ผมเลยได้โอกาสจัดมาให้ทีมงานใช้ทำงานคุณภาพให้คุณ ๆ ได้อ่านกัน

ด้านในกล่อง

เปิดกล่องออกมา เจอตัวเครื่องและเอกสาร สติกเกอร์ตามสไตล์ และหัวชาร์จแบบ USB-C กำลัง 30 Watt พร้อมสายแบบ USB-C to USB-C ยาว 2 เมตร

ซึ่งหัวชาร์จนี้สารพัดประโยชน์นะครับ เพราะจ่ายไฟได้ 20v 1.5a, 15v 2a, 9v 3a, 5v 3a คือชาร์จไฟได้ถึง 4 ระดับ ทำให้ชาร์จ MacBook ได้ ชาร์จ Nintendo Switch ก็ได้ ชาร์จ iPad Pro ก็ชาร์จเร็ว ชาร์จ Android ก็เป็นโหมดชาร์จไวเหมือนกัน “แต่ชาร์จ iPhone ไม่ได้จ้า” ต้องซื้อสาย USB-C to lighting มาเพิ่มถึงจะชาร์จได้นะ

สิ่งที่แตกต่างระหว่าง Macbook Air 2018 และ Macbook Air 2019

  • จอที่เพิ่มเทคโนโลยี True Tone เข้าไป ทำให้จอปรับสีตามสภาพแวดล้อมได้
  • แป้นคีย์บอร์ดแบบปีกผีเสื้อเวอร์ชั่นล่าสุด ที่แอปเปิ้ลหวังว่าจะแก้ไขปัญหาคีย์บอร์ดเสียของ Macbook รุ่นก่อนๆ ได้ (ซึ่งแก้มานานหลายปีแล้วยังไม่หาย จนมีข่าวว่าแอปเปิ้ลกำลังจะกลับไปใช้คีย์บอร์ดกลไกแบบกรรไกรเหมือนเดิม เหมือนที่ยี่ห้ออื่นๆ ใช้แล้ว)

เท่ากับว่าแทบไม่ต่างจากรุ่นปีที่แล้วทั้งสเปก ความแรง คุณภาพหน้าจอเหมือนกันหมด นี่ก็อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไม Macbook Air 2019 ถึงถูกกว่ารุ่น 2018 ได้ถึง 7000 บาท เพราะแทบไม่ได้ปรับอะไรเลยนี่เอง

ดีไซน์

โดย MacBook Air 2019 ก็ยังเป็นดีไซน์เดียวกับ Macbook Air 2018 ครับ ไม่เปลี่ยนหน้าตาแม้แต่นิดเดียว ส่วนถ้าเทียบกับ Macbook Air 13 นิ้ว รุ่นก่อนหน้านั้นไปอีก เครื่องรุ่นใหม่จะเบากว่าประมาณ 1 ขีด คือหนักแค่ 1.25 กก. และขนาดเครื่องเล็กลงในทุกด้าน แม้จะมีหน้าจอ 13.3 นิ้วเท่ากัน เพราะมีขอบหน้าจอที่บางลง และจอละเอียดขึ้นกว่ารุ่นเดิมมากด้วย
ซึ่งหน้าจอของ Macbook Air 2019 นั้นจัดว่าเป็นจอ Retina มีความละเอียด 2560 x 1600 pixel สัดส่วน 16:10 นะครับ ซึ่งก็แสดงภาพให้สีสันได้ดีมาก แต่ไม่ใช่จอสัมผัสนะ เพราะแอปเปิ้ลไม่มีโน้ตบุ๊กรุ่นไหนที่เป็นจอสัมผัสเลย

ส่วนด้านบนนี้ก็เป็นกล้อง Facetime HD ความละเอียด 720p เอาไว้คุย Video Call พร้อมไมค์ 3 ตัวเพื่อรับเสียงให้คมชัด โดยตัวคีย์บอร์ดด้านล่างนี้แป้นใหญ่ ปุ่มกดตื้นตามสไตล์คีย์บอร์ดแบบ Butterfly คือถ้าไม่ชอบก็เกลียดเลย มันเป็นคีย์บอร์ดที่ให้สัมผัสเฉพาะซึ่งจะหาได้บน Macbook เท่านั้น ถ้าไม่นับว่าที่ผ่านมามีกรณีคีย์บอร์ดเสียเยอะ จนแอปเปิ้ลต้องทำโครงการเปลี่ยนคีย์บอร์ดให้ฟรี ก็เป็นคีย์บอร์ดที่พิมพ์แล้วสนุกมือใช้ได้

ด้านบนตรงมุมนี้เป็น Touch ID ใช้ลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อกเครื่อง หรือปลดล็อกแอปต่างๆ อย่างแอป Password ได้รวดเร็ว แต่ยังไม่มี Face ID

ข้างคีย์บอร์ดก็เป็นลำโพงสเตอริโอครับ ซึ่งให้เสียงได้ดังและคุณภาพดีด้วย

ด้านล่างนี้เป็น Trackpad ที่ใหญ่มาก ทำให้ควบคุมได้ง่าย และ Trackpad ตัวนี้เป็นแบบ Force Touch คือไม่ได้กดลงไปได้จริงๆ แต่ใช้การสั่นเลียนแบบว่ากดลงไป ซึ่งถ้าปิดเครื่องจะไม่มีสัมผัสว่ากดลึกลงไปเหมือนตอนเปิดเครื่องแล้วนั่นเอง

ส่วนพอร์ตข้างเครื่องก็มีน้อยตามสไตล์ Macbook ด้านซ้ายจะเป็นพอร์ต Thunderbolt 3 ที่ส่งข้อมูลได้สูงสุด 5 GB/s และยังทำหน้าที่เป็นพอร์ต USB-C 3.1 Gen 2 ที่ส่งข้อมูลได้สูงสุด 1.2 GB/s ด้วย โดย 2 พอร์ตนี้เป็นพอร์ตสารพัดประโยชน์ ชาร์จไฟได้ ต่อหูฟังได้ ส่วนถ้าจะต่ออุปกรณ์ USB อื่นๆ หรือต่อออกจอในรูปแบบ HDMI ก็ต้องใช้ฮับแปลงออกมาครับ ก็เป็นของคนที่ผู้ใช้ MacBook Air ต้องมีเลยนะ USB Hub เนี่ย ส่วนอีกด้านหนึ่งก็มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm ไม่ได้ตัดออกไปไหน

ประสิทธิภาพเครื่อง

MacBook Air 2019 นั้นใช้ซีพียูเป็น Intel core i5-8210Y ซึ่งก็เป็นตัวเดียวกับรุ่นปี 2018 แถมอัปเกรดเปลี่ยนตัวอื่นไม่ได้ด้วยนะ รุ่นเริ่มต้นให้แรมมา 8 GB มี SSD ความจุ 128 GB ซึ่ง 2 อย่างนี้ต้องอัปเกรดตั้งแต่ซื้อเครื่องนะครับ ไปเพิ่มแรมหรือความจุเครื่องทีหลังไม่ได้

เราวัดประสิทธิภาพของ CPU ด้วย Geekbench 4.0 ได้คะแนนแบบ Multicore ออกมา 7865 คะแนน ซึ่งก็พอๆ กับ MacBook 12 นิ้วปี 2017 ที่ใช้ Core m ตัวท็อป และกับ MacBook Pro 13 นิ้ว ปี 2016 ที่ใช้ Core i5

ส่วนความเร็วของ SSD เราใช้โปรแกรม Disk Speed Test ของ Black magic design วัดความเร็วการอ่านได้ประมาณ 1.3 GB/s ในจุดนี้ถือว่าน่าผิดหวัง เพราะ Apple ลดความเร็วลงเมื่อเทียบกับรุ่นปี 2018 ที่วัดได้ถึง 2 GB/s แถมในปัจจุบัน SSD ราคาถูกลงมามาก ซึ่งตอนนี้เราสามารถหาการ์ด SSD ความจุ 256 GB (มากกว่าของ MacBook เท่าตัว) ที่ความเร็วประมาณนี้ ในราคาประมาณแค่ 1,500 บาทเท่านั้น (ปล. ถ้าอัปเกรดจากหน้าเว็บแอปเปิ้ลจะต้องเพิ่มเงิน 7000 บาทสำหรับความจุเท่านี้)

ส่วนการใช้งานจริงก็ต้องบอกว่าลื่นไหลตามสไตล์แมคอยู่ดี พิมพ์งาน ท่องเว็บลื่นหมด แต่ถ้าเปิดหน้าเว็บเยอะ ๆ แบบ 20 หน้าขึ้นไปก็อาจจะมีปัญหาต้องโหลดหน้าเว็บใหม่บ้างเพราะแรม 8 GB ไม่พอครับ

แล้วงานยากๆ อย่างการตัดวิดีโอ 4K ล่ะ MacBook Air ร่นถูกที่สุดนี้ล่ะ ทำไหวไหม ลองเปิดโปรเจก 4K บน Final Cut Pro X กด play ดูก็ลื่นดี เหมาะสำหรับไทม์ไลน์การตัดต่อที่ไม่ซับซ้อน ถ้าวิดีโอซ้อนกันหลาย ๆ ชั้นก็เอาไม่อยู่เหมือนกัน แล้วก็จะใช้เวลา Render นานหน่อยเท่านั้นเอง

สำหรับการเล่นเกม ก็พอเล่นได้ระดับหนึ่งครับ แต่ก็ไม่แนะนำสำหรับคอเกมนะ

ส่วนเรื่องแบตเตอรี่แอปเปิ้ลเคลมว่าใช้ท่องเว็บได้ 12 ชั่วโมง ซึ่งเราใช้จริงก็ได้ประมาณ 10 ชั่วโมง ซึ่งก็นานพอสำหรับการใช้งานทั้งวันโดยไม่ต้องพกหัวชาร์จไปครับ แต่หัวชาร์จมันก็ไม่หนักนะ และพกไปแค่ตัวเดียวก็ชาร์จได้ทุกอย่างที่เป็น USB-C เลย

ราคา

สรุป Macbook Air 2019 คุ้มไหมกับราคา 35,900 บาท ที่เป็นราคาที่ถูกที่สุดที่คุณจะซื้อโน้ตบุ๊กจากแอปเปิ้ลได้ตอนนี้นะ ส่วนถ้าซื้อราคานักศึกษาจะถูกลงไปอีกเหลือแค่ 31,900 บาทเท่านั้น

คือแบบนี้ครับ ถ้าคุณเอาสเปก MacBook Air ไปเทียบกับ Notebook ทั่วไป มันก็ถือว่าแพงครับ CPU ก็เป็นแค่ Dual-core ความเร็ว 1.6 GB หน่วยความจำก็น้อย แต่เราก็ต้องเข้าใจว่าที่เราซื้อแมคก็เพื่อใช้ macOS ที่เชื่อใจได้ว่าจะทำงานได้เสถียร และรวดเร็ว ซึ่ง MacBook Air ก็ตอบโจทย์เรื่องการทำงานได้เป็นอย่างดี แถมมีจอที่สวยงามกว่าโน้ตบุ๊กทำงานทั่วไปด้วย

แต่ถ้าคุณจะหาคอมพิวเตอร์เพื่อเล่นเกม คอมพิวเตอร์ Workstation สำหรับงานโปรดักชั่น Macbook Air ก็ตอบสนองได้ระดับหนึ่งครับ แต่คงสู้ Windows ในเรื่องเกมไม่ได้ สุดท้ายแล้วผมว่าคุ้มถ้าคุณซื้อมาทำงาน พรีเซนต์ หรือทำธุรกิจ แต่ไม่คุ้มถ้าคุณซื้อมาเล่นเกมหรือทำงานครีเอทีฟโหด ๆ

 

ที่มาของข่าว : https://www.beartai.com/feature/355234

ที่มารูปปก : https://www.iphonemod.net/macbook-pro-16-inch-slim-bezels-digitimes.html

เกาเหลาทิป: 5 วิธีโอนไฟล์ระหว่างมือถือ แบบไร้สาย เร็ว… ง่าย… ปลอดภัย!

 

เชื่อว่าทุกคนคงมีรูป มีเพลง หรือข้อมูลที่อยากแบ่งปันให้เพื่อน แน่นอนว่าพอพูดถึงการส่งไฟล์ วิธีที่ง่ายสุดก็คือเอาสายเชื่อมต่อแล้วก็ส่งผ่านสายเชื่อมต่อ แต่ในยุคนี้การส่งแบบนี้ดูจะไม่สะดวก เพราะถ้าเป็นไปได้เราก็อยากส่งแบบไร้สาย ถึงตรงนี้ก็คงมีคำถามผุดขึ้นมาว่า การส่งไฟล์…


• ระหว่างมือถือกับมือถือระบบเดียวกัน ทำยังไง ?
• ระหว่างมือถือกับคอมพ์ ทำยังไง ?
• จากสมาร์ตโฟนแอนดรอยด์ไปที่เครื่องไอโฟน ทำยังไง ?

พี่มิ้งค์รวบรวม 5 วิธีการส่งไฟล์ระหว่างมือถือแบบไร้สาย แต่ไม่ไร้ฝีมือมาฝาก

1. ส่งอีเมลถึงปุ๊บรับปั๊บ : เทคนิคพื้นฐานที่คนมักมองข้าม ทั้งที่ใช้งานง่าย และสามารถส่งไฟล์ไปได้ทุกอุปกรณ์ที่เปิดอีเมลได้ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟนแอนดรอยด์ ไอโฟน ไอแพด วินโดวส์โฟน แต่จะเหมาะกับการส่งไฟล์ที่มีขนาดไม่ใหญ่

2. อัพขึ้น Cloud แล้วก็แชร์สิจ๊ะ : เพราะยุคนี้เป็นยุคของ Cloud ซึ่งก็มีเว็บและแอพฯ ที่เปิดให้บริการฟรีอยู่หลายแอพฯ อาทิ dropbox, box, iCloud, Google Drive เป็นต้น เกือบทุกตัวมีให้ใช้ฟรีในระดับหนึ่ง แต่ถ้าต้องการพื้นที่จำนวนมาก ก็ต้องเสียเงิน การใช้งานก็ต้องสมัครใช้งาน จากนั้นก็อัพไฟล์ที่ต้องการแบ่งปันขึ้นไปบน Cloud และก็แชร์ แล้วส่งลิงก์ให้เพื่อนดาวน์โหลด

3. ส่งทาง LINE ถึงตรงไม่ต้องแชร์ใคร : ในยุคที่ใคร ๆ ก็แชตผ่าน LINE ซึ่งเป็นหนึ่งวิธีที่ใช้ส่งไฟล์ได้ เช่นต้องการส่งรูปไปให้เพื่อนทาง LINE ก็ทำได้หลายวิธี เช่นเปิดแอพฯ ดูรูปขึ้นมา จากนั้นก็แตะค้างไว้ แล้วเลือกว่าจะแชร์ผ่าน LINE แล้วก็เลือกว่าจะส่งไฟล์ให้กับเพื่อนคนไหน เพียงเท่านี้ไฟล์รูปก็จะถูกส่งไปถึงเพื่อนใน LINE ของเราทันที

4. แชร์ไฟล์ด้วยการเอาเครื่องแตะกันสไตล์ NFC : มาถึงเทคนิคสำหรับคนใช้ SAMSUNG และแอนดรอยด์ในหลายยี่ห้อ กับการใช้ความสามารถ NFC ที่ว่ากันว่าแค่เอาเครื่องแตะกันก็ส่งไฟล์ได้แล้ว โดย NFC หรือ Near Field Communication เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เราสามารถส่งข้อมูล รูปภาพ คลิปวิดีโอ คลิปเสียง หรือแชร์ลิงก์เว็บไซต์ ผ่านการเชื่อมต่อแบบไร้สายด้วยคลื่นวิทยุ ซึ่งทำงานง่าย ๆ ด้วยการแตะ ในระยะห่างที่ไม่เกิน 4 มิลลิเมตร และการใช้งาน NFC นั้นต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต วิธีการใช้เทคโนโลยี NFC สามารถทำได้โดย เริ่มจากการลากแถบสถานะ หรือ notification bar ลงมา จากนั้นแตะที่ NFC แตะเปิด (On) จากนั้นนำด้านหลังของโทรศัพท์ที่ต้องการโอนถ่ายข้อมูลผ่าน NFC มาแตะกัน แล้วแตะหน้าจอ เพียงเท่านี้ข้อมูลก็จะถูกส่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง

5. ใช้แอพฯ เป็นตัวช่วยดีกว่า : จริง ๆ แล้วมีแอพฯ ที่ทำหน้าที่ส่งไฟล์อยู่เยอะ แต่พี่มิ้งค์ขอเลือก SHAREit มาแนะนำ เพราะใช้ง่าย ส่งไว และแชร์ได้ทุกโอเอสและทุกอุปกรณ์ ที่สำคัญมันเร็วด้วย โดยการทำงานของแอพฯ นั้น จะเป็นการโอนถ่ายข้อมูลผ่านระบบ WiFi ไม่ว่าจะเป็นรูป วิดีโอ หรือแม้แต่รายชื่อเบอร์โทรก็ส่งให้กันได้ ซึ่งแน่นอนว่าความเร็วในการโอนถ่ายไฟล์นั้น จะเร็วกว่าการโอนถ่ายไฟล์ผ่าน Bluetooth ถึง 60 เท่า ที่สำคัญสามารถใช้งานได้ทุกที่แม้ว่าบริเวณนั้นจะไม่มีสัญญาณ WiFi อยู่ก็ตาม เนื่องจากสมาร์ตโฟนสมัยนี้สามารถทำ Hotspot ตัวเองได้อยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อไม่มีสัญญาณ WiFi ตัวแอพฯ ก็จะเปิดการทำงานของ Hotspot และเชื่อมต่อกันให้อัตโนมัติ

ที่มาของข่าว : https://www.aripfan.com/5transformfile/