เปิดตัวสุดอลัง! Samsung Galaxy S9 และ S9+ สมาร์ทโฟนกล้องหลังสุดเทพ พร้อมวันวางจำหน่าย

อย่างที่ทุกคนทราบข่าวมาก่อนหน้านี้แล้วว่า Samsung Galaxy S9 และ S9+ สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมกับกล้องหลังสุดเทพ และฟีเจอร์เด็ดๆ มากมาย ได้ประกาศ เปิดตัว (Unpacked) ในต่างประเทศไปแล้ว ในงาน MWC 2018 (Mobile World Congress) เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

เปิดตัวสุดอลัง! Samsung Galaxy S9 และ S9+ สมาร์ทโฟนกล้องหลังสุดเทพ พร้อมวันวางจำหน่าย
เปิดตัวสุดอลัง! Samsung Galaxy S9 และ S9+ สมาร์ทโฟนกล้องหลังสุดเทพ พร้อมวันวางจำหน่าย

คราวนี้ก็ถึงคิวของประเทศไทยบ้าง ที่ได้จัดงานประกาศเปิดตัว Samsung Galaxy S9 และ S9+ อย่างเป็นทางการ พร้อมปฏิวัติวงการ ด้วยสมาร์ทโฟนที่สรรค์สร้างขึ้นภายใต้แนวคิด “กล้องไม่เหมือนใคร ทำอะไรไม่เหมือนเดิม” (The Camera Reimagined.) เปลี่ยนทุกสิ่งให้สามารถเป็นไปได้ ช่วยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ในปัจจุบัน ให้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ แบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

เปิดตัวสุดอลัง! Samsung Galaxy S9 และ S9+ สมาร์ทโฟนกล้องหลังสุดเทพ พร้อมวันวางจำหน่าย

ภายในงานยังได้อธิบายเกี่ยวกับฟีเจอร์เด็ดๆ ที่อัดเต็มให้มาในรุ่นนี้ อย่าง กล้องหลังรูรับแสงคู่ (Dual Aperture) ที่กว้างถึง F/1.5 ในช่วงเวลากลางคืน และเปลี่ยนเป็น F/2.4 ในช่วงเวลากลางวัน ช่วยสลับปรับเปลี่ยนรูรับแสงกว้าง-แคบ ได้เหมือนสายตาของมนุษย์เลย และยังมีฟีเจอร์ ถ่ายวีดีโอแบบ Super Slow Motion ที่ 960 Fps เปลี่ยนช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาที ให้มีความหมายกลายเป็นโมเมนต์สุดพิเศษ ที่สายตาของมนุษย์ไม่อาจเห็นได้

เปิดตัวสุดอลัง! Samsung Galaxy S9 และ S9+ สมาร์ทโฟนกล้องหลังสุดเทพ พร้อมวันวางจำหน่าย
เปิดตัวสุดอลัง! Samsung Galaxy S9 และ S9+ สมาร์ทโฟนกล้องหลังสุดเทพ พร้อมวันวางจำหน่าย
เปิดตัวสุดอลัง! Samsung Galaxy S9 และ S9+ สมาร์ทโฟนกล้องหลังสุดเทพ พร้อมวันวางจำหน่าย

งานเปิดตัวครั้งนี้ มีดาราสาวสวยชื่อดัง อย่าง ชมพู่ อารยา เอฮาเก็ต ขึ้นมาร่วมแชร์ประสบการณ์สุดพิเศษ พร้อมกับสร้างรอยยิ้มให้แก่เหล่าผู้เข้าร่วมงาน ด้วยฟีเจอร์สร้างร่างอวตาร AR Amoji ที่ใช้เทคโนโลยีร่วมกันระหว่าง ระบบสแกนใบหน้า 3 มิติและกล้องหน้า ในการสร้างใบหน้าจำลองของเราขึ้นมา นอกจากนี้แล้ว ยังมีการสาธิตความสามารถของ ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ Bixby Vision, Bixby Place และ Bixby Live Translation อีกด้วยนะ

 

เปิดตัวสุดอลัง! Samsung Galaxy S9 และ S9+ สมาร์ทโฟนกล้องหลังสุดเทพ พร้อมวันวางจำหน่าย
เปิดตัวสุดอลัง! Samsung Galaxy S9 และ S9+ สมาร์ทโฟนกล้องหลังสุดเทพ พร้อมวันวางจำหน่าย

 

เปิดตัวสุดอลัง! Samsung Galaxy S9 และ S9+ สมาร์ทโฟนกล้องหลังสุดเทพ พร้อมวันวางจำหน่าย

ใครที่สนใจอยากอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับฟีเจอร์และสเปคตัวเครื่องเพิ่มเติม ก็เข้าไปอ่านได้ที่ พรีวิว มาทำความรู้จัก Samsung Galaxy S9 เรือธงลำใหม่กันเถอะ ได้เลย

วันวางจำหน่าย Samsung Galaxy S9 และ S9+ จะเริ่มจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 16 มีนาคม 2561 ที่จะถึงนี้ โดยราคา S9, S9+ เปิดตัวอยู่ที่

  • Samsung Galaxy S9 ราคา 27,900 บาท
  • Samsung Galaxy S9+ ราคา 31,000 บาท (64 GB) / 33,900 บาท (128 GB) / 37,900 บาท (256 GB)

 

เปิดตัวสุดอลัง! Samsung Galaxy S9 และ S9+ สมาร์ทโฟนกล้องหลังสุดเทพ พร้อมวันวางจำหน่าย
เปิดตัวสุดอลัง! Samsung Galaxy S9 และ S9+ สมาร์ทโฟนกล้องหลังสุดเทพ พร้อมวันวางจำหน่าย
เปิดตัวสุดอลัง! Samsung Galaxy S9 และ S9+ สมาร์ทโฟนกล้องหลังสุดเทพ พร้อมวันวางจำหน่าย

 

สำหรับใครที่อยากจับจองเป็นเจ้าของ สมาร์ทโฟนกล้องเทพ Samsung Galaxy S9 และ S9+ ก็เตรียมเงินหรือบัตรเครดิตไว้รอรูดได้เลย แต่ถ้าใครอยากจะเปรียบเทียบมือถือเรือธงจากค่ายผลไม้ (Apple) และค่ายจากแดนกิมจิ (Samsung) ก็คลิกอ่านที่นี่ได้เลย อยากโดนตัวไหนกัน ระหว่าง Samsung Galaxy S9 / S9+ หรือ iPhone X ดูสเปคเปรียบเทียบชัดๆ

เปิดตัวสุดอลัง! Samsung Galaxy S9 และ S9+ สมาร์ทโฟนกล้องหลังสุดเทพ พร้อมวันวางจำหน่าย
เปิดตัวสุดอลัง! Samsung Galaxy S9 และ S9+ สมาร์ทโฟนกล้องหลังสุดเทพ พร้อมวันวางจำหน่าย
เปิดตัวสุดอลัง! Samsung Galaxy S9 และ S9+ สมาร์ทโฟนกล้องหลังสุดเทพ พร้อมวันวางจำหน่าย
 อ้างอิง : https://news.thaiware.com/12840.html

ครม. เห็นชอบเล็งเก็บภาษีทรัพย์สินดิจิตอล “Cryptocurrency”

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี เริ่มใช้มาตรการนี้เพื่อป้องกันการโกงและฟอกเงิน เนื่องจากไม่เคยมีกฎหมายออกมารองรับ ซึ่งในสัปดาห์หน้าน่าจะมีความชัดเจนเรื่องของอัตราการเก็บภาษี วิธีการ เนื่องจากมีการนำทรัพย์สินดิจิตอลมาใช้ในการประกอบธุรกิจและการกระทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศแล้ว ซึ่งได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วมาก จึงต้องเร่งด่วนในการดำเนินการ ซึ่งต้องมีการออกกฎหมายภายในเดือนมีนาคมนี้

โดยเบื้องต้นจัดให้มีการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้เนื่องมาจากทรัพย์สินดิจิตอล เช่นเดียวกันกับผู้มีเงินได้เนื่องมาจากทรัพย์สินอื่นๆ และผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับทรัพย์สินอื่นๆ

การกำหนดนิยามของทรัพย์สินดิจิตอลในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากรดังนี้
1. ทรัพย์สินดิจิตอล หมายความว่า
1.1 คริปโทเคอร์เรนซี “Cryptocurrency”
1.2 โทเคนดิจิตอล
1.3 ทรัพย์สินในรูปหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อื่นใดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนด

  1. ส่วนเพิ่มประเภทย่อยของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) แห่งประมวลรัษฎากรอีก 2 ประเภทสำหรับเงินได้เนื่องมาจากทรัพย์สินดิจิตอลดังนี้
    2.1 มาตรา 40(4)(ซ) เงินส่วนแบ่งของกำไรหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ได้จากทรัพย์สินดิจิตอล
    2.2 มาตรา 40(4)(ฌ) ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สินดิจิตอล ทั้งนี้ เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน

3.จะมีการเก็บภาษีการซื้อขายหรือธุรกรรมทางทรัพย์สินดิจิตอล 15% ณ ที่จ่าย หากนักลงทุนมีรายได้จากการลงทุนในทรัพย์สินดิจิตอล ก็จะต้องนำมาคำนวนหักภาษี 15% และต้องนำไปรวมคำนวณเงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย

แต่ตอนนี้ยังไม่เปิดเผยว่าร่างกฎหมายที่ว่านี้จะถูกบังคับใช้เมื่อใด และยังมีสิ่งที่เป็นข้อสงสัยคือหากไม่ได้ซื้อ-ขาย ผ่านเว็บเทรด จะตรวจสอบและจัดเก็บภาษีได้อย่างไร และมีการยืนยันยืนยันจะไม่นำอำนาจ ม.44 มาใช้กับเรื่องนี้ ซึ่งก็ต้องติดตามดูต่อไป

อ้างอิง: ไทยรัฐThaiPBSไทยโพสต์ข่าวสดSiamblockchain

Apple Maps สามารถค้นหาจุดบริการเช่าจักรยานได้แล้ว

Apple Maps เพิ่มเติมฟีเจอร์ขึ้นมาอีกเล็กน้อยเพื่อให้ตามทันลูกเล่นของ Google Maps โดยฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาจะช่วยให้ผู็ใช้งาน Apple Maps สามารถค้นหาจุดบริการเช่าจักรยานที่อยู่ใกล้ๆ ได้ สามารถค้นหากันได้แบบเรียลไทม์ และครอบคลุมพื้นที่กว่า 175 เมือง ใน 36 ประเทศทั่วโลก (ไม่รองรับประเทศไทย)

โดยการค้นหาก็ง่ายๆ แค่พิมพ์ลงในช่องค้นในแอพฯ ว่า “bike sharing” เท่านั้นเอง

รายชื่อเมืองที่รองรับ

Apple Maps สามารถค้นหาจุดบริการเช่าจักรยานได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม การค้นหาจุดเช่าจักรยานของ Apple Maps นั้น ยังบอกได้เพียงจุดบริการเช่าจักรยานโดยรอบเท่านั้น ยังไม่สามารถบอกได้ว่ามีจักรยานเหลือที่จุดเช่ากี่คัน หรือมีที่จอดจักรยานเหลือกี่ช่อง

สำหรับบริการเช่าจักรยานที่ทาง Apple Maps รองรับ ก็มีอยู่หลายรายเช่น Citi Bike, GoBike, Biketown, Santander Cycles, Bicing, BIXI, CityCycle, nextbike ฯลฯ
ที่มา : www.theverge.com , www.techsourceint.com , www.gizmodo.com.au , techcrunch.com

Google ทำสำเร็จ! พัฒนา AI ที่สามารถคาดเดาความเสี่ยงของอาการหัวใจวายได้ เพียงแค่สแกนดวงตา

เหมือนว่า ดวงตาจะมีประโยชน์มากกว่าการใช้มองเสียแล้ว เมื่อกลุ่มนักวิจัยจาก Google ได้พบความลับของดวงตา ที่สามารถบอกสุขภาพของคนเราได้อีกด้วย

สื่อ The Washington Post เผยว่า กลุ่มนักวิจัยจาก Google และ Verily ซึ่งเป็นบริษัทที่เกี่ยวกับด้านสุขภาพ ได้ประกาศความสำเร็จในการสร้างอัลกอริทึมในการพยากรณ์ว่า คน ๆ นั้นมีความดันโลหิตสูง หรือเสี่ยงต่ออาการหัวใจวายหรือไม่ เพียงแค่สแกนดวงตาเท่านั้น

โดยกลุ่มนักวิจัยจาก Google ได้ทำการฝึกสอนอัลกอริทึมด้วยรูปภาพของดวงตาจากผู้ป่วยมากกว่า 280,000 ราย ซึ่งถือว่าเป็นฐานข้อมูลที่มีขนาดใหญ่มาก ทำให้อัลกอริทึมดังกล่าว สามารถจดจำได้ว่า ดวงตาของผู้ป่วยจะมีรูปแบบเช่นใด

จากความสำเร็จของอัลกอริทึมที่ทาง Google พัฒนามานี้ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีกับการนำมาพัฒนาต่อเกี่ยวกับด้านการแพทย์ในอนาคต ซึ่งในตอนนี้ อัลกอริทึมดังกล่าวยังไม่สามารถลงสนามจริงได้ เนื่องจากมีความแม่นยำอยู่ที่ 70% เท่านั้น ซึ่งจำเป็นต้องเก็บข้อมูลและเรียนรู้อีกมากจนกว่าจะสามารถนำไปใช้ได้จริง

 

แหล่งที่มา:

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

https://www.sanook.com/hitech/1445817/

นวัตกรรมดักจับ “ไมโครไฟเบอร์” ช่วยลดมลพิษทางน้ำจากการซักผ้า

เมื่อ 3 ปีก่อน สหรัฐฯ ประกาศห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารไมโครบีดส์ อณูพลาสติกขนาดเล็กที่เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางค์และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ซึ่งมีขนาดเล็กมากจนสามารถหลุดรอดไปยังแหล่งน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงที่อณูพลาสติกเหล่านี้จะตกเป็นอาหารของสัตว์น้ำ ซึ่งจะกลายเป็นอาหารของผู้คนทั่วโลกในท้ายที่สุด

แต่ล่าสุด มีมลภาวะอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า “ไมโครไฟเบอร์” ซึ่งเป็นเส้นใยขนาดเล็กจิ๋วที่อยู่ในเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ทุกวัน ซึ่งหลุดรอดไปยังแหล่งน้ำได้ง่ายผ่านการซักเสื้อผ้าด้วยเช่นกัน

นักวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม ได้จุดประเด็นของไมโครไฟเบอร์ต่อแหล่งน้ำทั่วโลก ว่าอณูเส้นใยเหล่านี้เริ่มส่งผลต่อระบบนิเวศน์ในแหล่งน้ำ รวมทั้งกระทบต่อชีวิตมนุษย์มากน้อยแค่ไหน

หนึ่งในการศึกษาของ มาร์ค บราวน์ ผู้ที่ศึกษาเรื่องภาวะเป็นพิษในระบบนิเวศ (Ecotoxicology) ชาวออสเตรเลีย เมื่อปี 2553 พบว่า ขยะตามแนวชายฝั่งที่เกิดจากฝีมือมนุษย์นั้น กว่าร้อยละ 85 มาจากไมโครไฟเบอร์ทั้งสิ้น

ขณะที่ข้อมูลจากวารสาร Environmental Science & Technology พบว่า ทุกครั้งที่เราซักเสื้อคลุมที่ทำจากใยสังเคราะห์ 1 ตัว จะมีเส้นใยไมโครไฟเบอร์มากกว่า 1 กรัม หลุดออกมา และราวร้อยละ 40 ของเส้นไมโครไฟเบอร์ที่หลุดออกมาระหว่างการซักผ้าจะหลุดรอดไปยังแหล่งน้ำได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม อาจารย์เชลซี รอคแมน อาจารย์ด้านนิเวศน์วิทยา จากมหาวิทยาลัยโตรอนโต บอกว่า ขณะนี้ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่ามลภาวะทางน้ำที่เกิดขึ้นจากอณูไฟเบอร์ มาจากตัวเส้นใยเองหรือมาจากสีที่ใช้ย้อมกันแน่

แต่ในระหว่างนี้ ก็มีบริษัทสตาร์ทอัพอย่างน้อย 4 แห่ง พัฒนานวัตกรรมดักจับไมโครไฟเบอร์จากเสื้อผ้าไม่ให้หลุดไปยังแหล่งน้ำได้

Guppyfriend ผลิตถุงซักผ้าดักจับไมโครไฟเบอร์ ที่ลดปริมาณไมโครไฟเบอร์ที่จะหลุดออกจากเสื้อผ้าได้ราวร้อยละ 75-86

ส่วน Cora Ball ซึ่งเป็นลูกบอลขนาดเล็กที่กลิ้งไปมาระหว่างการซักผ้า ที่มีกิ่งก้านมากมายคอยดักจับใยผ้าสังเคราะห์เหล่านี้ไม่ให้ไหลลงไปกับน้ำได้มากขึ้นถึงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับการซักผ้าโดยไม่ใช้อุปกรณ์นี้

อเล็กซานเดอร์ โนลเต้ ผู้ก่อตั้ง Guppyfriend บอกว่า การให้ผู้บริโภคร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะกล่าวโทษแต่ภาครัฐหรือบริษัทที่ผลิตสารก่อมลพิษเพียงฝ่ายเดียว อาจไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่สิ่งสำคัญ คือการปลูกฝังจิตสำนึกของผู้บริโภค ให้หลีกเลี่ยงหรือใช้สิ่งของเหล่านี้ให้น้อยลงดีกว่า

ข้อมูลจากสำนักสำมะโนประชากร ชี้ว่า กว่าร้อยละ 85 ของครัวเรือนในสหรัฐฯ มีเครื่องซักผ้า และอุปกรณ์เหล่านี้ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่พบว่าเฉพาะถุงซักผ้าของ Guppyfriend กลายเป็นอุปกรณ์ติดบ้านชาวอเมริกันอย่างน้อย 50,000 ครัวเรือนแล้ว ด้วยความหวังว่าจะช่วยสกัดกั้นอณูไมโครไฟเบอร์ไม่ให้ไปสร้างมลภาวะในแหล่งน้ำ กลายเป็นอาหารของสัตว์น้ำ และกลับมาสู่มนุษย์ในที่สุด

 

แหล่งที่มา:

https://www.sanook.com/hitech/1447081/

เอชพี อิงค์ เปิดตัว พีซี เวิร์คสเตชั่น สมรรถภาพทรงพลังสูงสุด รุ่นแรกที่แยกจอได้

เครื่องพีซี HP ZBook x2 ช่วยปลดปล่อยพลังให้นักออกแบบได้ใช้ความสามารถของ  Adobe Creative Cloud และแอพพลิเคชั่นต่างๆสำหรับมืออาชีพได้อย่างสูงสุด

coreset_frontright_open

เอชพี อิงค์ ประเทศไทย อวดโฉมเครื่องพีซีเวิร์กสเตชั่นรุ่นแรกที่แยกจอได้ เปี่ยมประสิทธิภาพสูงสุด ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการทั้งด้านสมรรถนะและความคล่องตัวที่มืออาชีพต้องการ เพื่อศิลปิน, นักออกแบบ, และผู้เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์ดิจิตอลที่ต้องการสกัดเอาความสามารถของ Adobe Creative Cloud® และ แอพพลิเคชันต่างๆ

สำหรับมืออาชีพออกมาใช้จนถึงขีดสุด สมรรถนะแรงสูงของ HP ZBook x2 เครื่องพีซีเวิร์คสเตชั่นรุ่นแรกของโลกที่แยกจอได้15  ให้นักออกแบบและผู้ผลิตเนื้อหาดิจิทัลสร้างสรรค์ผลงานอย่างอิสระได้ทุกที่ทุกเวลาที่เกิดแรงบันดาลใจ ช่วยแปลงงานจินตนาการให้กลายเป็นจริงได้

เอชพีเริ่มแนะนำเครื่องพีซีรุ่นแยกจออีกครั้ง โดยตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เปิดตัว HP Spectre x2 และ HP Elite x2  วันนี้ เอชพีเปิดตัว HP ZBook x2 ซึ่งเป็นการเปิดตัวจนครบ 3 รุ่นชูโรงของเอชพี HP ZBook x2 เวิร์คสเตชั่น สมรรถภาพสูงสุด มีโซลูชั่นถอดแยกจอได้ ตอบสนองความต้องการด้านประสิทธิภาพการใช้งานและความคล่องตัว ให้กับนักออกแบบและผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ ด้วยคุณลักษณะอันแปลกใหม่นี้  ทำให้ เอชพีได้ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านพีซียุคใหม่ของเครื่องพีซีแบบถอดแยกจอได้ที่อัดแน่นไปด้วยสมรรถนะที่ล้ำเลิศ ความหรูหรา และมีประสิทธิภาพสูงสุด

coreset_frontleft_open_detach

“ในคุณสมบัติเครื่องพีซีเวิร์คสเตชั่นสุดทรงพลัง รุ่นแรกที่แยกจอได้ ไม่มีอุปกรณ์ไหนที่จะเหมาะสมไปกว่านี้ ในการถ่ายทอดความคิดของศิลปินและนักออกแบบให้เป็นจริง” และกล่าวเสริมว่า “ในประสิทธิภาพที่บรรจุอยู่ใน HP ZBook x2 นั้น เราได้ส่งมอบเครื่องมือที่สมบูรณ์แบบในการผลักดันกระบวนความคิดสร้างสรรค์ด้วยขุมพลังแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน, สมรรถนะสูง และการใช้งานที่ง่ายและเป็นธรรมชาติ อุปกรณ์นี้จะช่วยสนับสนุนให้นักสร้างสรรค์ทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีที่สุดได้ง่ายขึ้น ซึ่งนั่นคือ การรังสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ให้มาโลดแล่นและแต่งแต้มสีสันให้โลกรอบตัวเรา”

coreset_frontleft_tabletup_wi

ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์งานดิจิตอล

HP ZBook x2 ทำให้นักออกแบบสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างง่ายดายด้วยหน่วยประมวลผล Intel®Core™ processors แบบ quad-core2, หน่วยความจำที่มากกว่าถึงสองเท่าของเครื่องพีซีที่แยกจอได้ทั่วไป3  และ การ์ดแสดงผล NVIDIA® Quadro® Graphics ที่สามารถแสดงผลด้วยคุณภาพสูงคมชัดกว่าถึง 73 เปอร์เซ็นต์  เมื่อเทียบกับ Surface Pro4 มีพัดลมคู่ระบายความร้อนที่หมุนได้เงียบสนิท ออกแบบมาเพื่อกระจายความร้อนออกจากการ์ดจอและหน่วยประมวลผลอันทรงพลัง

นอกจากนี้เพื่อที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของเหล่านักสร้างสรรค์ และผู้ใช้งาน Adobe  เอชพีได้ออกแบบ HP Quick Keys  ที่สามารถปรับแต่งได้ และมีฟีเจอร์ application-aware เพื่อให้ศิลปินสามารถประหยัดเวลาในการทำงานได้ถึง 18 ชุดคำสั่ง

มาลา ชาร์มา รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ผลิตภัณฑ์ Creative Cloud ฝ่ายการตลาดและกลุ่มสังคม “ที่ Adobe เป้าหมายของเราคือการขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ โดยมี Creative Cloud ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้เราสามารถส่งมอบนวัตกรรมอันทรงพลังผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ ของเรา และบริการบนระบบคลาวด์

ซึ่งสนับสนุนโดยเทคโนโลยี Adobe Sensei และปัญญาประดิษฐ์เป็นหัวใจในทุกประสบการณ์ของนักออกแบบ” ได้กล่าวเสริมอีกว่า “Adobe ตื่นเต้นกับการร่วมมือกับเอชพีในครั้งนี้ ซึ่งเรารู้ว่าจะยิ่งช่วยเพิ่มเชื้อเพลิงขับเคลื่อนพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ และเป็นการเพิ่มพลังให้สมาชิก Creative Cloud มีอำนาจและอิสระในการสร้างสรรค์ผลงานได้ในทุกที่ที่ความคิดสร้างสรรค์ก่อตัวขึ้น”

ในปัจจุบัน นักออกแบบมืออาชีพใช้อุปกรณ์หลายเครื่อง เช่น MacBook Pro plus และ iPad  เพื่อให้สามารถสร้างผลงานเดียวกันซึ่งสามารถทำได้สำเร็จบน HP ZBook x2 เช่นเดียวกัน ด้วยความตระหนักว่าความคล่องตัวเป็นสิ่งสำคัญ เอชพี  จึงได้สร้างอุปกรณ์ที่สามารถมอบขีดความสามารถการทำงานเดียวกัน ตั้งแต่การตัดเส้นไปจนถึงโหมดด็อคสำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ HP ZBook x2 แบบแยกจอให้อิสระการปรับเปลี่ยนได้รอบด้านที่สุดในตอนนี้ สามารถรองรับการใช้งานได้ใน 4 โหมดด้วยกัน คือ โหมดแล็ปท็อป, ดีแทชด์, ด็อค และแท็บเล็ต
• ในโหมดแล็ปท็อป HP ZBook x2 เป็นโมบายเวิร์คสเตชั่นอันทรงพลัง โดยอาศัยเทคโนโลยีแป้นพิมพ์ที่พัฒนาจาก HP ZBook Studio
• ในโหมดดีแทชด์ ผู้ใช้งานสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้จากบนแท็บเลต ด้วยปากกาที่สามารถควบคุมลายเส้นได้แม่นยำและสื่ออารมณ์ได้ ควบคู่ไปกับการใช้ปุ่มลัด ด้วยแป้นพิมพ์ Bluetooth® ทำให้สามารถวางแป้นพิมพ์ไว้ข้างๆ ขณะใช้งานได้
• ในโหมดด็อค HP ZBook x2 สามารถเชื่อมต่อกับจอแสดงผล 4K พร้อมกันได้เพิ่ม 2 ตัว หรือแสดงผลพร้อมกันได้รวมถึง 5 จอ
• ในโหมดแท็บเล็ต ยังคงแสดงผลได้อย่างเต็มสมรรถนะกราฟฟิก ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถถ่ายทอดไอเดียได้อย่างชัดเจนด้วยกราฟฟิกอันทรงประสิทธิภาพของ NVIDIA 3D

เมื่อใช้ปากกาเอชพีที่ให้น้ำหนักเหมือนปากกาจริงควบคู่กับ HP ZBook x2 ผู้ใช้สามารถาสร้างผลงานได้อย่างลื่นไหลเนื่องจากปากกาไม่ต้องชาร์จ โดยปากกาไร้แบตเตอรี่ที่เอชพีออกแบบโดยใช้เทคโนโลยี Wacom EMR technology

ซึ่งตอบสนองได้ทันทีตามการจรดปลายปากกาของศิลปินเพื่อการเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ HP ZBook x2 รองรับระดับความไวต่อแรงกดถึง 4,096 ระดับ พร้อมทั้งยังสามารถเอียงได้รอบทิศและมียางลบในตัวอีกด้วย

นอกจากนี้ HP ZBook x2 ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวโมบายเวิร์คสเตชั่นที่ปลอดภัยและควบคุมการทำงานได้ดีที่สุด10 มีทั้งฟีเจอร์ HP Sure Start Gen311 สำหรับการรักษาความปลอดภัยด้วย BIOS บน TPM 2.0 สำหรับการเข้ารหัสฮาร์ดแวร์เพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญ ขั้นตอนการพิสูจน์ตัวตนเพื่อความปลอดภัยผ่าน Smart Card Reader และ HP Client Security Suite Gen 312 ในการปกป้องข้อมูล, อุปกรณ์, และตัวตนของผู้ใช้รวมไปถึงระบบจดจำใบหน้าและอ่านลายนิ้วมือ

จุดเด่นของ HP ZBook x2

coreset_frontright_dancing_v2

HP ZBook x2 ได้ผสมผสานทั้งคุณสมบัติ ความสะดวกพกพาและสมรรถนะสูงมารวมไว้ในตัวเครื่องที่ประกอบอย่างแม่นยำด้วยวัสดุอะลูมินัมและแมกนีเซียมหล่อ น้ำหนักเบาเพียง 3.64 ปอนด์5 (ประมาณ 1.65 กก.) และบางเพียง 14.6 มม. เมื่ออยู่ในโหมดแท็บเลต หนัก 4.78 ปอนด์ (ประมาณ 2.16 กก.) และบางเพียง 20.3 มม. ในโหมดแล็ปท็อป แสดงผลสวยงามบนจอขนาด 14 นิ้ว, จอมัลติทัชคมชัดระดับ 4K และยังมีตัวเลือกจอ HP DreamColor รองรับสีระบบ 10 บิท แสดงผลได้หนึ่งล้านสี6 และปรับตามสเปก Adobe RGB  ได้ 100% จอของ HP ZBook x2 มีจอแสดงผลพีซีชนิดถอดได้ที่ล้ำสมัยที่สุด16 จอลดแสงสะท้อน รองรับการทัชสกรีน ทำให้ผู้ใช้ดื่มด่ำไปกับการทำงานในทุกสภาพแสง และยังสามารถเชื่อมต่อจอระดับ 4K พร้อมกัน 2 จอ ผ่านทาง HP ZBook Dock ซึ่งใช้เทคโนโลยี Thunderbolt™ 37

ยิ่งไปกว่านั้น เครื่องพีซีรุ่นถอดจอแยกได้นี้ มีแบตเตอรี่ที่ยาวนานถึง 10 ชั่วโมง13 เพื่อประสิทธิผลสูงสุด และรองรับ ultra-fast charge (ชาร์จเร็วขึ้น 50% ภายในเวลาเพียง 30 นาที8) HP ZBook x2 ใช้เทคโนโลยี Intel®Turbo Boost 4.2 GHz, ความจุแรมขนาด 32 GB แบบ dual channels เพื่อให้สามารถตอบสนองได้รวดเร็ว รองรับการใช้ชิ้นงานจากทรัพยากรที่หลากหลาย เช่น การเพิ่ม Layer ที่ซับซ้อนในโปรแกรม Photoshop  และใช้เทคโนโลยี HP Z Turbo Drive ซึ่งสามารถทำงานได้รวดเร็วกว่า SATA SSD ถึง 6 เท่า และไวกว่า HDD storage ทั่วไปถึง 21 เท่า อัดแน่นไปด้วย  PCIe storage  ขนาด 2 TB9 , ช่องเสียบ SD Card ขนาดเต็ม เหมาะสำหรับการใช้งานของนักถ่ายภาพ นอกจากนี้ เมื่อเชื่อมต่อผ่านด็อคหรือพอร์ต Thunderbolt 3 แล้ว  HP ZBook x2 สามารถถ่ายโอนไฟล์ขนาดใหญ่จากกล้อง, หน่วยความจำสำรอง (external storage), โทรศัพท์ และอุปกรณ์เสริมอื่นๆได้

coreset_leftprofile_tilt

ด้วยการออกแบบที่เน้นการพกพาสะดวกและรับมือกับการใช้งานหนักได้ HP ZBook x2 จึงเป็นโมบายล์เวิร์กสเตชั่นที่ออกแบบมาโดยเฉพาะให้สามารถผ่านการทดสอบ MIL-STD 810G14  นอกจากนี้ HP ZBook x2 ยังผ่านการทดสอบหลากหลายด้านเพื่อให้ได้มาซึ่งการรับรองและตอกย้ำถึงสมรรถนะ จากผู้นำด้านวงการซอฟต์แวร์อย่าง Adobe และ Autodesk

ราคาและการจำหน่าย HP ZBook x2

HP ZBook x2  มีกำหนดวางจำหน่ายตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมนี้ ราคาเริ่มต้นที่ 97.199 บาท (ราคานี้ไม่รวม VAT)

อ้างอิง : https://www.sanook.com/hitech/1443809/

น้องใหม่ “JIBEX” กระดานเทรดคริปโตเคอเรนซี่ สองผู้บริหารลงขัน แตกธุรกิจใหม่เปิดเวบ-แอปฯให้บริการครบวงจร

สองผู้บริหารรุ่นใหม่ “ดร.ธรรม์ธีร์” จับมือ “สมยศ” จาก J.I.B. Computer Group (JIB) เปิดตัว JIBEX เวบไซต์และแอปพลิเคชั่นลงทุนพร้อมเทรดสกุลเงินดิจิทัล หวังเป็นเกตเวย์สู่การลงทุนดิจิทัล ย้ำปลอดภัยสูง จัดเต็มข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ และบทวิเคราะห์ต่างๆ เพิ่มตัวช่วยให้ผู้สนใจลงทุนเงินดิจิทัลทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ตั้งเป้าปีแรกมีรายได้ค่าธรรมเนียม 170 ล้านบาท

 

นายสมยศ เชาวลิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท J.I.B. Computer Group (JIB) กล่าวว่า โลกได้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในด้านต่างๆ รวมทั้งเรื่องของการเงินและการลงทุน ซึ่งขณะนี้เรื่องการลงทุนสกุลเงินดิจิทัล หรือคริปโตเคอเรนซี กลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ถูกจับตามองจากทั่วโลก และมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

“ในประเทศไทยเองก็มักจะได้ยินคนพูดถึงเงินดิจิทัลมากขึ้น ประกอบกับความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านไอทีมายาวนาน ทำให้เห็นถึงโอกาสและศักยภาพในการต่อยอดธุรกิจ จึงมีความสนใจเข้าร่วมกับดร.ธรรม์ธีร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านฟินเทคก่อตั้ง JIBEX ในครั้งนี้” นายสมยศกล่าว

ด้านดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท JIBEX Co.,Ltd ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารงานด้านฟินเทค กล่าวว่า จากประสบการณ์ในการบริหารและเป็นที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีทั้งในและต่างประเทศมากว่า 10 ปี ร่วมกับทีมงานนักวางแผนการเงินมืออาชีพ (CFP) และ ผู้จัดการกองทุน (CFA) ที่มีประสบการณ์ด้านบริหารกองทุนมาอย่างยาวนาน มีความตั้งใจพัฒนา JIBEX ให้เป็นเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นที่มีความปลอดภัย ความมั่นคงและตอบสนองนักลงทุนที่สุด เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานจัดเก็บ จัดการ ลงทุน และแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ และใช้งานง่าย พร้อมทั้งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และข่าวสารสำหรับนักลงทุนมือใหม่ และผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการลงทุนเงินดิจิทัล

แหล่งที่มา: https://www.prachachat.net/finance/news-129520

เผยราคา Microsoft Surface Laptop และ Surface Book 2 เปิดจองแล้ว วันนี้

หลังจากที่มีข่าวลือเกี่ยวกับ Microsoft Surface book 2 และ Surface Laptop ที่กำลังจะเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ล่าสุดนี้ Microsoft ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดและราคาของ 2 คอมพิวเตอร์สุดล้ำคู่นี้อย่างเป็นทางการ

โดย Surface Laptop ถูกออกแบบมาอย่างลงตัว ทั้งพกพาสะดวก ทรงประสิทธิภาพและประณีตงดงาม เหนือกว่าแล็ปท็อปทั่วไป ด้วยความคล่องตัวสุดเหนือชั้นจากแพลตฟอร์ม Windows 10 S

หน่วยประมวลผล Intel® Core™ เจเนอเรชั่นที่ 7 และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานถึง 14.5 ชั่วโมงตลอดวัน ด้วยน้ำหนักเพียง 1.25 กิโลกรัม และตัวเครื่องที่บางเพียง 14.5 มิลลิเมตร Surface Laptop จึงพร้อมเป็นอุปกรณ์คู่ใจในกระเป๋าใบโปรดของคุณอย่างลงตัว พร้อมให้พกพาไปที่ไหนก็ได้อย่างสะดวกสบาย

ทุกรายละเอียดของ Surface Laptop พัฒนาขึ้นมาเพื่อยกระดับทั้งความสามารถการใช้งานและรูปลักษณ์ให้เหนือชั้นกว่าแล็ปท็อปในรูปแบบเดิมและดึงดูดความสนใจของผู้ใช้งานได้มากขึ้น หน้าจอ PixelSense ขนาด 13.5 นิ้ว รองรับการใช้งานด้วยปลายนิ้วสัมผัสและปากกาดิจิทัลได้อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยอุปกรณ์เสริมอย่างปากกา Surface Pen ใหม่ ที่จะช่วยปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์ให้กับผู้ใช้งาน ทั้งยังทนทานและสวยงามด้วยกระจกกันรอยขีดข่วน Corning® Gorilla® Glass 3

ส่วนคีย์บอร์ดของ Surface Laptop เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากวัสดุสุดหรูอย่าง Alcantara® พร้อมปุ่มที่ตอบสนองรวดเร็วและเงียบ แทร็กแพดขนาดใหญ่ที่มีความแม่นยำสูง และที่พักข้อมือเพื่อความนุ่มสบายขณะพิมพ์

Surface Laptop มาพร้อมกับ Windows 10 S ประสบการณ์ใหม่บนแพลตฟอร์ม Windows ที่ผสมผสานความปลอดภัยและประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ช่วยให้ตัวเครื่องพร้อมใช้งานหลังเปิดเครื่องในไม่กี่วินาทีด้วยเทคโนโลยี InstantOn และตอบสนองเร็วขึ้นด้วยระบบปฏิบัติการที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานอย่างต่อเนื่องแบบเต็มสมรรถนะ

Windows 10 S มอบความปลอดภัยที่เหนือกว่าด้วยแอปพลิเคชั่นจาก Windows Store ที่ผ่านการตรวจสอบโดยละเอียด และทำงานในกรอบหน่วยความจำของตนเองอย่างรัดกุม ส่วนตัวแอปพลิเคชั่นเองก็ยังเปี่ยมด้วยฟังก์ชันที่ทรงพลัง พร้อมมอบประสบการณ์การใช้งานเต็มรูปแบบ เช่น Office 365 เป็นต้น นอกจากนี้ Surface Laptop ยังมอบพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในคลาวด์ด้วย OneDrive ด้วยพื้นที่ขนาด 1 TB ฟรีเป็นเวลา 1 ปีเต็ม

ส่วน Surface Book 2 เป็นคอมพิวเตอร์ถอดได้ที่ใช้สเปคใหม่ทั้ง Intel Core 8 Generation และ GPU จาก NVIDIA GeForce GTX 1050 หรือ 1060 พร้อมกับหน้าจอรองรับ 4,096 ด้วยการใช้งานปากกา Surface Pen ทำให้การทำงานทั้งเล่นเกมและ Windows Mixed Reality ได้สบายๆ

 

ส่วนราคา Microsoft Surface Laptop และ Surfacebook 2 ในประเทศไทยมีราคาดังนี้

Surface Laptop

  • Intel® Core™ m3, 128 GB SSD, 4GB RAM, Intel® HD Graphics 615 ราคา 34,900 บาท
  • Intel® Core™ i5, 128 GB SSD, 4GB RAM, Intel® HD Graphics 620 ราคา 38,900 บาท
  • Intel® Core™ i5, 256 GB SSD, 8GB RAM, Intel® HD Graphics 620 ราคา 49,900 บาท
  • Intel® Core™ i7, 256 GB SSD, 8GB RAM, Intel® IrisTM Plus Graphics 640 ราคา 59,900 บาท
  • Intel® Core™ i7, 512 GB SSD, 16GB RAM, Intel® IrisTM Plus Graphics 640 ราคา 82,900 บาท
  • Intel® Core™ i7, 1TB SSD, 16GB RAM, Intel® IrisTM Plus Graphics 640 ราคา 101,900 บาท

Surface Book 2 รุ่น 13 นิ้ว

  • Intel® Core™ i5, 256 GB SSD, 8GB RAM, Intel® HD Graphics 620 ราคา 54,900 บาท
  • Intel® Core™ i7, 256 GB SSD, 8GB RAM, Intel® UHD Graphics 620 ราคา 72,900 บาท
  • Intel® Core™ i7, 512 GB SSD, 16GB RAM, Intel® UHD Graphics 620 ราคา 92,900 บาท
  • Intel® Core™ i7, 1TB SSD, 16GB RAM, Intel® IrisTM UHD Graphics 620 ราคา 109,900 บาท

Surface Book 2 รุ่น 15 นิ้ว

  • Intel® Core™ i7, 256 GB SSD, 8GB RAM, Intel® UHD Graphics 620 ราคา 88,900 บาท
  • Intel® Core™ i7, 512 GB SSD, 16GB RAM, Intel® UHD Graphics 620 ราคา 103,900 บาท
  • Intel® Core™ i7, 1TB SSD, 16GB RAM, Intel® IrisTM UHD Graphics 620 ราคา 118,900 บาท

อุปกรณ์เสริม

  • อะแดปเตอร์แปลง USB-C เป็น HDMI ราคา 1,590 บาท
  • อะแดปเตอร์แปลง USB-C เป็น VGA ราคา 1,590 บาท
  • เมาส์ Microsoft Surface Precision ราคา 3,900 บาท

    อ้างอิง : https://www.sanook.com/hitech/1445173/

Apple เริ่มให้บริษัทอื่นผลิตสาย 3.5mm to Lightning แล้ว

Apple ได้เพิ่มเติมรายละเอียดสินค้ามาตราฐาน MFi ใหม่ก็คืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้พอร์ท USB-C และสาย 3.5mm to Lightning นั่นเอง

ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้อุปกรณ์ Apple ที่ใช้พอร์ท USB-C ภายหลังจากนี้ก็จะมีอุปกรณ์หลากหลายยี่ห้อให้เลือกใช้กัน และยังมีมาตราฐาน MFi อีกด้วย แต่น่าเสียดายที่ยังคงไม่มีอุปกรณ์ USB-C ที่จะสามารถชาร์จ หรือซิงค์ iPhone ได้

ในส่วนของสาย 3.5mm to Lightning นี้ก็ต้องยินดีกับผู้ที่ใช้หูฟังถอดสายได้แบบเก่า หรือลำโพงที่ยังต้องใช้พอร์ท 3.5mm อยู่ เจ้าสาย 3.5mm to Lightning ตัวนี้จะช่วยให้สามารถเชื่อมต่อเสียงจาก iPhone ออกลำโพงได้อย่างสะดวกสบายขึ้น

อย่างไรก็ตามสำหรับสาย Lightning to USB-C แบบ MFi ก็ยังคงไม่มีท่าทีว่าจะมีให้เห็นเร็วๆ นี้ก็เป็นการบังคับกลายๆ ว่าต้องซื้ออแดปเตอร์มาต่อกับ MacBook เพิ่มเอาเอง แต่ทว่าสาย Lightning to USB-C นั้นยังคงเป็นทางเดียวที่รองรับการชาร์จแบบเร็วสำหรับ iPhone X และ iPhone 8 และนั่นก็หมายความว่าถ้าคุณอยากใช้คุณสมบัติการชาร์จแบบเร็วนี้ คุณจะต้องซื้อสาย Lightning to USB-C จาก Apple ที่สนนราคาที่ $25 (ประมาณ 780 บาท) ครับ

อ้างอิง

นักวิจัยสร้างแบตเตอรี่โปรตอนแบบชาร์จไฟใหม่ได้สำเร็จแล้ว

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย RMIT เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ได้สร้างแบตเตอรี่โปรตอนชนิดชาร์จไฟได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก ความสำเร็จในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวที่ยิ่งใหญ่สำหรับการสร้างแหล่งพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีราคาย่อมเยาว์

ความสำเร็จดังกล่าวยังเป็นแค่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบเท่านั้น แต่ทีมวิจัยก็เชื่อว่า ภายในเวลา 5-10 ปีนี้ แบตเตอรี่โปรตอนจะสามารถลงสู่ตลาดจริงเพื่อแข่งขันกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนได้

ในขณะที่ความต้องการด้านพลังงานของโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง John Andrews หัวหน้าทีมวิจัย เชื่อว่าแบตเตอรี่โปรตอนมีศักยภาพในการเสริมหรือแม้กระทั่งทดแทนแบตเตอรี่ลิเธียมได้

นักวิจัยสร้างแบตเตอรี่โปรตอนแบบชาร์จไฟใหม่ได้สำเร็จแล้ว

เขากล่าวว่า “แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนนั้นมีประสิทธิภาพดี แต่ในการผลิตจะต้องใช้ทรัพยากรที่หาได้ยากและมีราคาแพง ในขณะที่แบตเตอรี่โปรตอน อาศัยแหล่งพลังงานหลักจากคาร์บอน ซึ่งมีปริมาณมากและราคาถูก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับโลหะผสมที่ใช้เก็บไฮโดรเจนและลิเธียม ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบชาร์จไฟได้”

นอกจากนี้การที่แบตเตอรี่โปรตอนนั้นใช้พลังงานจากคาร์บอน ซึ่งมีวิธีการผลิตที่ไม่ใช่การเผา ทำให้ไม่มีควันถูกปล่อยสู่อากาศ มันจึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมอีกด้วย

ส่วนในมุมของผู้บริโภคก็อาจเกิดความสงสัยว่า แล้วแบตเตอรี่โปรตอนจะทำงานได้ดีเพียงใด? สำหรับผลิตภัณฑ์ต้นแบบในปัจจุบันของแบตเตอรี่โปรตอนนั้น มีขนาดพื้นที่ผิว 5.5 ตารางเซนติเมตร สามารถเก็บพลังงานต่อมวลได้มากกว่าแบตเตอรี่ลิเธียม และทีมวิจัยก็ยังคงทำงานเพื่อปรับปรุงมันให้ดียิ่งขึ้นไปอีก
ที่มา : www.digitaltrends.com , www.rmit.edu.au